เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 8

คลื่นใต้น้ำในวังหลัง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“เจ้าคิดหรือว่าตำแหน่งพระสนมขั้นสี่ที่ข้าประทานให้นาง จะทำให้สตรีจากตระกูลตกอับผู้นั้นเหิมเกริมจนลืมฐานะตนเองได้?” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยกระแสกดดันดังก้องไปทั่วตำหนักเหม่ยเหริน กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงไม่ได้หันไปมองนางกำนัลคนสนิทที่คุกเข่าอยู่เบื้องหลัง นางเพียงใช้ปลายนิ้วเรียวสวยกรีดกรายไปตามลายปักรูปนกเฟิ่งบนผ้าแพรพรรณชั้นดี แววตาที่ทอดมองออกไปภายนอกหน้าต่างนั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งค้างปี “สนมหลิน... นางนิ่งเงียบจนผิดวิสัยเจ้าค่ะ” นางกำนัลผู้นั้นตอบเสียงสั่น “หลายวันมานี้ นางเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก ไม่แม้แต่จะย่างกรายไปทักทายสนมคนอื่นๆ ในวังหลัง มีเพียงข่าวที่ว่านางหมกมุ่นอยู่กับการคัดคัดลายมือและดูแลสวนสมุนไพรเล็กๆ ของนางเท่านั้น” กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นฟังดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง “นิ่งเงียบ? หึ... งูพิษที่ไร้พิษสงก็แค่งูที่กำลังรอจังหวะฉกกัดเหยื่อในยามที่เจ้าประมาทที่สุด ต่างหาก” นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดฉลองพระองค์สีแดงสดปักดิ้นทองสั่นไหวตามจังหวะก้าวเดิน นางเดินไปหยุดลงหน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ มองเห็นใบหน้าที่ยังคงความงามสะพรั่งดุจวัยสาว แต่ภายในกลับเน่าเฟะไปด้วยเล่ห์กลและหยาดเลือดของเหล่าสตรีที่เคยหาญกล้าต่อกรกับนาง “ในเมื่อมันอยากจะอยู่อย่างสงบนัก เราก็จงจัดงานชมบุปผาที่ตำหนักหลังขึ้นเสียที เชิญเหล่านางสนมและบรรดาบุตรีขุนนางฝ่ายในมาให้พร้อม... และอย่าลืมกำชับสนมหลินด้วยว่า ‘ห้ามขาด’ ต่อให้ต้องหามนางมา ก็ต้องให้มาปรากฏตัวต่อหน้าข้าให้ได้” ... ในอีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักจันทราเงียบสงัด หลินฟางเซียนกำลังใช้พู่กันจุ่มหมึกดำสนิท บรรจงเขียนอักษรลงบนกระดาษสาชิ้นบาง แสงตะเกียงไหวน้อยๆ ทำให้เงาของนางทอดยาวดูโดดเดี่ยวแต่ทว่ามั่นคง “คุณหนู... กุ้ยเฟยส่งเทียบเชิญมาแล้วเจ้าค่ะ” ซูอวี้ นางกำนัลผู้ซื่อสัตย์วางเทียบเชิญสีทองลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา “งานชมบุปผาครั้งนี้ไม่ธรรมดา นางตั้งใจเรียกทุกคนไปเพื่อฉีกหน้าท่านต่อหน้าธารกำนัลแน่ๆ” ฟางเซียนยังคงเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้น ก่อนจะวางพู่กันลงช้าๆ นางไม่ได้หันมามองเทียบเชิญนั้นแม้แต่น้อย แววตาของนางนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึกที่ไม่มีวันกระเพื่อม “ซูอวี้ เจ้าว่า... กุ้ยเฟยเกลียดข้าเพราะข้าเป็นเพียงลูกเมียน้อยที่ตระกูลหลินทอดทิ้ง หรือเกลียดเพราะนางหวาดกลัวอดีตที่นางฝังเอาไว้กันแน่?” คำถามนั้นทำให้ซูอวี้ชะงักไปครู่ใหญ่ “ข้า... ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ” “นางไม่ได้เกลียดข้าเพราะตัวข้า” ฟางเซียนลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบเทียบเชิญขึ้นมาพิจารณา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ออกว่าคือความสมเพชหรือความขบขัน “นางเกลียด ‘เงา’ ของมารดาข้าที่ยังคงติดตราตรึงอยู่ในใจของฝ่าบาท และตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ เงานั้นจะไม่มีวันจางหายไปจากวังหลังแห่งนี้” “แต่หากเราไป... เราต้องตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูรอบทิศนะเจ้าค่ะ” “ใครบอกว่าข้าจะไปเป็นเหยื่อ?” ฟางเซียนหันกลับมา แววตาของนางฉายแววคมกล้าดุจใบมีด “ในเมื่อกุ้ยเฟยอุตส่าห์ปูทางให้ข้าก้าวเข้าไปในกับดัก ข้าก็ควรจะมอบ ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ให้นางเป็นการตอบแทนไม่ใช่หรือ?” นางหยิบขวดยาจิ๋วออกจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะข้างเทียบเชิญสีทองนั้น กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยออกมาจากขวดทำให้ซูอวี้ถึงกับผงะถอยหลัง ... วันงานชมบุปผามาถึง ตำหนักอุทยานหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และเหล้าองุ่นเลิศรส เหล่านางสนมต่างแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราแข่งกันเพื่อดึงดูดสายตา กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่ในสายตากลับกราดมองไปรอบๆ อย่างจับผิด เมื่อร่างโปร่งระหงในชุดสีฟ้าอ่อนปักลายดอกเหมยของหลินฟางเซียนปรากฏตัวขึ้น บรรยากาศในงานก็ดูจะเงียบเชียบลงถนัดตา กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงวางจอกเหล้าลงเสียงดัง 'ปัง!' “สนมหลิน เจ้ามาสายนะ รู้หรือไม่ว่าการทำให้ผู้อื่นรอนั้นเป็นความผิดฐานไม่รู้จักกาลเทศะเพียงใด?” ฟางเซียนก้มคำนับอย่างงดงาม ไม่มีความหวาดหวั่นปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ พอดีว่าก่อนมา หม่อมฉันพบเรื่องน่าสนใจบางอย่างระหว่างทาง จึงแวะไปจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน” “เรื่องน่าสนใจ?” กุ้ยเฟยเลิกคิ้ว “เรื่องอะไรที่สำคัญกว่าการมาเข้าเฝ้าข้า?” ฟางเซียนขยับยิ้ม ท่ามกลางสายตาของนางสนมคนอื่นๆ ที่กำลังซุบซิบกัน นางค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้บัลลังก์ของกุ้ยเฟยมากขึ้น ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่ทำให้ใบหน้าของกุ้ยเฟยเปลี่ยนจากแดงระเรื่อเป็นขาวซีดลงทันที “เป็นเรื่องของ ‘ของต่างหน้า’ ที่มารดาของหม่อมฉันเคยเก็บรักษาไว้... หม่อมฉันเพิ่งค้นพบว่า บัดนี้มันไม่ได้อยู่ในตำหนักของหม่อมฉัน แต่ดูเหมือนว่ามันจะ ‘ย้ายที่’ ไปอยู่ในกล่องเครื่องประดับที่ฝ่าบาทเพิ่งประทานให้พระสนมเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้... ท่านกุ้ยเฟยคิดว่าเรื่องนี้ควรให้ฝ่าบาทเป็นผู้มาตัดสินด้วยพระองค์เองหรือไม่เพคะ?” กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้คนรอบข้างต่างพากันหายใจไม่ทั่วท้อง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของหมู่มวลบุปผา เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงข้างๆ กายของฟางเซียน ก่อนที่มือหนาของบุรุษผู้มีอำนาจที่สุดในแผ่นดินจะวางลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา “มีเรื่องอะไรกันหรือ?” สุรเสียงเย็นชาของจักรพรรดิจ้าวเฟยหลงทำให้ทุกคนในอุทยานต้องรีบคุกเข่าลงทันที กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงหน้าถอดสีขณะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ที่เป็นทั้งที่รักและที่เกรงขาม ทว่าในจังหวะนั้นเอง ฟางเซียนกลับโน้มตัวลงกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ทว่าแฝงความนัย “ฝ่าบาท... หม่อมฉันเพียงแต่จะถวายพระพรพระสนมกุ้ยเฟย ทว่าดูเหมือนจะเกิดความเข้าใจผิดเรื่องของชิ้นสำคัญบางอย่าง... ของที่ควรเป็นของหม่อมฉัน บัดนี้กลับไปอยู่ในสถานที่ที่หม่อมฉันไม่อาจเอื้อมไปหยิบจับได้เพคะ” จักรพรรดิหรี่พระเนตรมองไปยังกุ้ยเฟยเหม่ยหลิงที่ตัวสั่นเทา ก่อนจะหันมามองฟางเซียนด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “ของชิ้นนั้น... คืออะไร?” ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น สบตากับจักรพรรดิโดยไม่หลบเลี่ยง “คือ ‘ตราประทับลับ’ ของราชวงศ์ที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับวิญญาณของมารดาหม่อมฉันเพคะ... แต่มันกลับปรากฏอยู่ในกล่องเครื่องประดับของพระสนมกุ้ยเฟย ณ เวลานี้” ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณดุจมัจจุราชที่กำลังชักดาบออกจากฝัก ทุกสายตาพุ่งตรงไปยังกุ้ยเฟยเหม่ยหลิงที่ในตอนนี้ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ จะเอ่ยออกไป ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลในวังหลังไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮวานะครับ แล้วพบกันในตอนหน้า!
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%