กลิ่นอายของชาผู่เอ๋อร์หมักบ่มสิบปีลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ แต่จ้าวเฟยหลงกลับมิได้ใส่ใจจอกชาในมือ สายพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในฝักกำลังจดจ้องร่างระหงที่นั่งอยู่เบื้องล่าง—หลินฟางเซียน
ท่ามกลางเหล่านสนับและสนมเอกที่ต่างประโคมเครื่องประดับล้ำค่าจนระยิบระยับแข่งกันประจบสอพลอ นางกลับสวมอาภรณ์สีนวลตาเรียบง่าย ปราศจากปิ่นหยกประดับประดาเกินจำเป็น ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับตั้งตรงสง่างามดั่งต้นไผ่ท่ามกลางพายุหิมะ
"เหตุใดหลินชิงเหรินจึงไม่แตะต้องขนมกุ้ยฮวาที่ฮองเฮาประทานให้เล่า?"
สุรเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในตำหนักเหวินฮวา ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก สายตาทุกคู่พากันหันขวับมามองเป้าหมายเป็นตาเดียว
กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงที่นั่งอยู่เคียงข้างพระพักตร์แย้มสรุปยิ้มหยันในดวงตา นางรอจังหวะนี้มานาน—จังหวะที่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าผู้นี้จะแสดงความโง่เขลาเบื้องพระพักตร์
หลินฟางเซียนมิได้ตื่นตระหนก นางค่อยๆ วางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ของโอรสสวรรค์ตรงๆ โดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาใจผู้ใด แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความรู้เท่าทัน
"ทูลฝ่าบาท ขนมกุ้ยฮวาตำรับนี้หอมหวานละมุน ล้ำเลิศเกินกว่าสามัญชนจะเอื้อมถึง... แต่ทว่า เกสรดอกกุ้ยฮวาป่าที่ใช้โรยหน้าในสำรับนี้ มีฤทธิ์เย็นจัด หากสตรีใดที่มีธาตุหยินในร่างกายหนาแน่นเช่นหม่อมฉันเสวยเข้าไป เกรงว่ายามค่ำคืนคงได้นอนทรมานจากพิษไข้จนรบกวนเวลาบรรทมของฝ่าบาทเป็นแน่เพคะ"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไพเราะ แต่ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าไหม
กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงหน้าถอดสีทันที นางเป็นผู้สั่งให้ห้องเครื่องจัดสำรับนี้เอง เพื่อหวังจะแกล้งให้ฟางเซียนเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ แต่ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะมองออกและตอกกลับมาอย่างแยบยลโดยไม่ต้องออกแรงปะทะ
จ้าวเฟยหลงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย พระโอษฐ์หยักลึกแย้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
ในวังหลังแห่งนี้ มีสตรีสักกี่คนที่กล้าปฏิเสธพระราชทานจากฮองเฮาต่อหน้าพระพักตร์โดยอ้างเหตุผลทางการแพทย์อย่างหน้าตาเฉย? สตรีส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อพระองค์ทักทาย แต่นาง... กลับใช้มันเป็นอาศัยในการพลิกสถานการณ์ แถมยังซัดความผิดกลับไปให้ผู้จัดเตรียมได้อย่างแนบเนียน
"เจ้าช่างรอบคอบนัก..." จ้าวเฟยหลงตรัสเสียงทุ้ม ลุกขึ้นจากพระแท่นแล้วก้าวพระบาทลงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าingร่างบาง "หรือว่าเจ้าแค่วิตกกังวลเกินเหตุ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรากันแน่?"
กลิ่นอายบุรุษเพศทรงอำนาจแผ่ซ่านเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ ฟางเซียนไม่ถอยหลังหนี นางเพียงเงยหน้าขึ้นสอดประสานสายตากับเขา แววตาคู่คมของจักรพรรดิสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่ไร้ความหวาดกลัวใดๆ
"ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถ มองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง เหตุใดจึงต้องตรัสถามในสิ่งที่ทรงรู้คำตอบอยู่แล้วเล่าเพคะ?" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ ช่างกล้าหาญและท้าทายจนขุนนางในที่นั้นถึงกับหยุดหายใจ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีสนมนางใดกล้าหายใจแรง จ้าวเฟยหลงจ้องมองนางเนิ่นนาน แววตาคู่นั้นมีความประหลาดใจระคนความสนพระทัยฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแต่คนก้มหัวให้เขา มีแต่คนหวาดกลัวอำนาจของเขา แต่นาง... กลับมองเขาเสมือนบุรุษธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่
"บังอาจ!" กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงทนเห็นความสนพระทัยในแววตาของฮ่องเต้ไม่ไหว นางลุกขึ้นโพล่งขึ้นมา "หลินชิงเหริน เจ้าเป็นเพียงธิดาขุนนางตกอับ กล้าดีอย่างไรมาต่อ The พระพักตร์ฝ่าบาทเช่นนี้! ไม่มีสัมมาคารวะ!"
ฟางเซียนปรายตามองกุ้ยเฟยด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยงดงามไร้ที่ติ "กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงทรงกริ้วเกินไปแล้ว หม่อมฉันเพียงแต่ทูลความจริงตามหลักการแพทย์ หาได้มีเจตนาลบหลู่ไม่ หรือว่าเหนียงเหนียงทรงร้อนตัวเรื่องเกสรดอกกุ้ยฮวาเพคะ?"
"เจ้า—!" กุ้ยเฟยหน้าดำคร่ำเครียดจนแทบกระอักเลือด
"พอได้แล้ว!" จ้าวเฟยหลงสะบัดชายเสื้อ ตรัสตัดบทด้วยพระพักตร์เรียบเฉย แต่มุมพระโอษฐ์กลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก "เหม่ยหลิง เจ้ากลับตำหนักไปก่อน เรามีเรื่องต้องสนทนากับชิงเหรินตามลำพัง"
พระราชกระแสรับสั่งนั้นทำเอาทุกคนในโถงตกตะลึง กุ้ยเฟยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า ภายในเนื้อหนัง นางส่งสายอาฆาตมาดร้ายมายังฟางเซียนชนิดที่อยากจะฉีกร่างอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ แต่ก็ต้องจำใจย่อกายถวายบังคมลาถอยออกไปด้วยความแค้นเคือง
เมื่อตำหนักกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงมหาเล็กและองครักษ์เงาที่ถอยร่นไปยืนอยู่ไกลลิบ จ้าวเฟยหลงจึงโน้มพระกายลงกระซิบข้างพระหูของสตรีตรงหน้า
"เจ้ากล้าหาญขึ้นทุกวันนะ... หลินฟางเซียน"
ร่างบางสะعุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินนามจริงของตนที่ถูกเอ่ยออกมาจากพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์ ดวงตากลมโตหรี่ลงทันที ความเย็นเยียบวาบผ่านเข้ามาในอก พระองค์รู้ตัวตนที่แท้จริงของนางตั้งแต่เมื่อใดกัน?
"ฝ่าบาททรงตรัสผู้ใดเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ..." นางยังคงตีหน้าซื่อ แม้หัวใจจะเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
จ้าวเฟยหลงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี นิ้วเรียวหนายื่นไปเชยคางมนขึ้นบังคับให้สอดประสานสายตากันอีกครั้ง สัมผัสอุ่นร้อนที่ปลายคางทำให้ฟางเซียนรู้สึกเหมือนถูกเปลวไฟแผดเผา
"ไม่ต้องแสร้งทำเป็นไขسาหรอก..." พระสุรเสียงกระซิบพร่าข้างใบหู เต็มไปด้วยความลับและอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ "ความแค้นของสกุลหลิน... และเบื้องหลังการตายของมารดาเจ้า เจ้าคิดว่าเราไม่รู้หรือว่าเจ้าก้าวเข้ามาในวังหลังแห่งนี้เพื่อสิ่งใด?"
ดวงตาของหลินฟางเซียนเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก ความเย็นเยือกแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลัง หน้ากากความเยือกเย็นเกือบจะหลุดร่วงลงในวินาทีนั้นเอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดเลือดและหยาดน้ำตาไปกับ "ไป๋เหลียนฮวา" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 5
สายใยที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!