กาน้ำชาเคลือบหยกขาวใบนั้นร้าวเป็นทางยาวตั้งแต่วินาทีที่หลินฟางเซียนบีบปลายนิ้วลงบนหูจับ ไอน้ำสีขาวกรุ่นลอยขึ้นปะปนกับกลิ่นอายความหนาวเหน็บยามค่ำคืนที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักเข้ามา ภายในเรือนพักชั่วคราวชานเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ฟางเซียน" เสียงทุ้มต่ำของจ้าวเฟยหลงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พระองค์ประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้พะยูงสีเข้ม สายพระเนตรคมกริบดั่งพญามังกรทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มีทั้งความห่วง
ความระอา และความชื่นชมระคนกันในแววูบไหวคู่นั้น "ก้าวออกไปจากที่นี่ เท่ากับเจ้าเอาคอไปพาดไว้บนแท่นประหารของเหม่ยหลิง... ครั้งนี้ ไม่มีราชโองการใดคุ้มครองเจ้าได้พ้นจากตำหนักในอีกแล้ว"
ฟางเซียนไม่ตอบทันที นางวางกาน้ำชาที่ร้าวรานลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบจะไปทำลายสมาธิของตนเอง นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจด้วยรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่ได้หวานหยาดเยิ้มเช่นเคย หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว
"ฝ่าบาททรงคิดว่า หม่อมฉันมีทางเลือกอื่นกระนั้นหรือเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์หนักแน่นดั่งตอกลิ่มลงบนพื้นหิน "มารดาของหม่อมฉันตายอย่างอยุติธรรมในตำหนักเย็น บาดแผลของตระกูลหลินที่ถูกเหยียบย่ำมานับสิบปี... หากหม่อมฉันยังคงหลบซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ชาตินี้วิญญาณของพวกท่านคงไม่สงบสุขเป็นแน่"
"แต่เหม่ยหลิงกำลังรอให้เจ้าเดินเข้าไปติดกับ" เฟยหลงลุกขึ้นจากที่ประทับ พระองค์ก้าวเข้ามาใกล้ ชายฉลองพระองค์ปักลายมังกรทองสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวม พระหัตถ์หนายื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บอบบางของนาง ทว่าต้องชะงักค้างกลางอากาศ เมื่อฟางเซียนถอยหลังหลบอย่างสุภาพแต่วางตัวเว้นระยะห่างอย่างชัดเจน
"หม่อมฉันทราบดีเพคะ" ฟางเซียนกล่าวต่อ แววตาของนางไหววูbyดั่งผิวน้ำในคืนเดือนมืด "กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงคิดว่านางคือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในวังหลัง คิดว่าอำนาจตระกูลอัครเสนาบดีจะค้ำจุนนางไปได้ตลอดกาล... แต่นางลืมไปเพคะ ว่าไฟที่เผาผลาญบ้านเรือนจนวอดวาย มักเริ่มต้นจากสะเก็ดไฟเพียงนิดเดียวที่ถูกมองข้าม"
จ้าวเฟยหลงจ้องมองใบหน้างملาลกของสตรีตรงหน้า หัวใจมังกรกระตุกวูบอย่างประหลาด ในใต้หล้านี้ มีสตรีมากมายที่ยอมสยบแทบพระบาท ยอมใช้เล่ห์กลตื้นเขินเพื่อให้ได้มาซึ่งความโปรดปราน มีเพียงหลินฟางเซียนนางนี้... สตรีที่มองบัลลังก์มังกรและอำนาจในวังหลังเป็นเพียงกระดานหมากรุกที่นางพร้อมจะเดิมพันด้วยชีวิต
"เจ้ามันดื้อรั้นเสียจริง หลินฟางเซียน" เฟยหลงถอนหายใจยาวนาน ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "หากเจ้าก้าวเท้าเข้าวังหลวงครั้งนี้ เราจะไม่ปกป้องเจ้า... ไม่ใช่เพราะเราไม่รัก แต่เพราะเจ้าต้องการพิสูจน์ความแค้นด้วยมือของตนเอง มิใช่หรือ?"
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเข้าใจเพคะ" ฟางเซียนย่อกายลงคำนับอย่างงดงามและสมบูรณ์แบบตามธรรมเนียมราชสำนักทุกประการ "หม่อมฉันมิได้ต้องการความคุ้มครอง หม่อมฉันต้องการเพียง... อิสรภาพที่แท้จริงของตระกูลหลิน และบัญชีโลหิตที่ต้องชำระด้วยโลหิตเท่านั้น"
บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ลมหนาวพัดกรรโชกจนเปลวไฟในตะเกียงไหววูบ เงาร่างของทั้งสองทอดทับกันยาวเหยียดบนผนังห้อง ราวกับพันธนาการที่ถูกผูกติดไว้ด้วยโชคชะตาที่ไม่มีวันหลุดพ้น
เช้าวันถัดมา ขบวนเสด็จลับของจักรพรรดิเคลื่อนตัวกลับสู่พระราชวังต้องห้าม ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วกำแพงสีแดงชาด ประตูวังชั้นนอกค่อยๆ เปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ราวกับเสียงคำรามของอสูรกายที่อ้าปากรอรับเหยื่อผู้โชคร้าย
เมื่อร่างระหงในชุดคลุมผ้าแพรปักลายหงส์สีเพลิงก้าวลงจากรถม้า สายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่ประจำอยู่หน้าประตูวังต่างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ข่าวการหายตัวไปของหลินฟางเซียนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ววังหลังมาหลายเดือน การกลับมาปรากฏกายอีกครั้งของนางในยามนี้ ไม่ต่างอะไรกับการจุดชนวนระเบิดกลางกองเพลิง
"พระสนมหลิน... พระนาง... พระนางเสด็จกลับมาแล้ว!" ขันทีผู้หนึ่งร้องตะโกนเสียงหลงวิ่งหน้าตื่นเข้าไปในเขตตำหนักใน
ข่าวลือแพร่สะพัดดั่งไฟลามทุ่ง ภายในตำหนักบูรพาอันโอ่อ่า กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงที่กำลังจิบชาหอมกรุ่นในถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพง ถึงกับชะงักมือที่ถือฝาปิดถ้วย เล็บยาวที่สวมปลอกทองคำจิกเข้าหากันแน่นจนเกิดเสียงเสียดสีน่าขนลุก
"เจ้าว่ากระไรนะ?" เหม่ยหลิงถามย้ำ น้ำเสียงหวานหยดแต่เย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ "นังตัวดี... มันกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกอย่างนั้นหรือ? ช่างไม่เจียมสังขารเสียเลย!"
"เพคะพระสนม ตอนนี้ขบวนของนางกำลังเดินตรงไปยังตำหนักเย็น... สถานที่ที่มารดาของนางเคยใช้ลมหายใจสุดท้ายอยู่ที่นั่นเพคะ" นางกำคนสนิทรายงานด้วยอาการสั่นเทา
เหม่ยหลิงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาส่อประกายอำมหิตฉายชัด "ดี... ดีมาก ในเมื่อมันรนหาที่ตายเอง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงให้เหนื่อย ตำหนักเย็นแห่งนั้น เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นหลุมฝังศพครั้งที่สองของตระกูลหลิน!"
ทว่า ในขณะที่เหม่ยหลิงกำลังวางแผนจัดการขั้นเด็ดขาด หลินฟางเซียนกลับไม่ได้มุ่งหน้าไปหวาดกลัวหรือร่ำไห้อยู่ที่ตำหนักเย็นอย่างที่ใครๆ คาดคิด
ร่างบางในชุดหงส์เพลิงก้าวเดินอย่างมั่นคงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูตำหนักใหญ่ที่ปิดสนิท ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ ผลักบานประตูหนักอึ้งให้เปิดออกด้วยตนเอง แววตาคู่คมกริบกวาดมองไปรอบบริเวณที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของราชองครักษ์นับสิบชีวิตก็ดังขึ้นล้อมรอบตัวนางจากทุกทิศทาง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ก้าวออกมาจากมุมมืดของเสาหิน พร้อมรอยยิ้มเยาะหยันที่ฉาบอยู่บนใบหน้า... บุคคลที่ฟางเซียนคาดไม่ถึงว่าจะได้พบเร็วกว่ากำหนดการเดิม!
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ พี่สาวตัวดีของข้า..."
***
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
ไป๋เหลียนฮวาขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเชือดเฉือนนี้มาด้วยกันนะคะ หวังว่าทุกท่านจะเตรียมใจรับมือกับบทสรุปที่คาดไม่ถึงในตอนหน้าค่ะ!
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 26
การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!