“กุ้ยเฟย... พระองค์ทรงเชื่อจริงหรือว่าเลือดที่นองพื้นท้องพระโรงนี้ จะสามารถหล่อเลี้ยงบัลลังก์ที่พระองค์หมายปองได้นานเพียงใด?”
เสียงเรียบเรื่อยของหลินฟางเซียนดังสะท้อนก้องทั่วท้องพระโรงที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทะจมูกท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวรางสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานสูง ลงมาตกกระทบกับปลายกระบี่ที่ถืออยู่ในมือเรียวงามของนาง
เหม่ยหลิงหัวเราะร่า รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคยใช้หลอกล่อบุรุษบัดนี้บิดเบี้ยวจนน่าสะพรึงกลัว นางในชุดฉลองพระองค์สีแดงสดดุจเลือดก้าวถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว สายตามองจ้าวเฟยหลงที่ยืนนิ่งดุจรูปปั้นหินเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร ก่อนจะหันกลับมาจ้องเขม็งที่ฟางเซียนด้วยแววตาอาฆาต
“บัลลังก์นี้มิใช่สิ่งที่ใครจะครอบครองได้ด้วยความเมตตา หลินฟางเซียน... เจ้ามันก็แค่เด็กสาวที่โชคดีเกินไป หากมารดาของเจ้าไม่อ่อนแอ นางคงไม่จบชีวิตลงด้วยยาพิษถ้วยนั้นด้วยมือข้า!” กุ้ยเฟยตวาดลั่น มือที่สั่นเทาชี้หน้าศัตรูคู่อาฆาต
จ้าวเฟยหลงขยับตัวเพียงเล็กน้อย เสียงฝีเท้าของเขามั่นคงดุจขุนเขา “เหม่ยหลิง... เจ้าคงลืมไปว่าอำนาจที่เจ้าถือครองอยู่นั้น ข้าเป็นผู้ประทานให้ และถึงเวลาแล้วที่ข้าจะเรียกคืน”
จังหวะที่จักรพรรดิหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้า กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงก็ฉีกยิ้มกว้าง นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เงาในมุมมืดที่ซุ่มอยู่เบื้องหลังก็ปรากฏตัวพร้อมอาวุธครบมือ นี่คือไพ่ใบสุดท้ายของนาง—กองกำลังลับที่แอบฝึกฝนขึ้นมาเพื่อหวังยึดอำนาจในคืนนี้
ทว่า ฟางเซียนกลับไม่ขยับหนี นางเพียงแค่นหัวเราะในลำคอ “พระองค์ทรงทราบหรือไม่กุ้ยเฟย... ในขณะที่พระองค์กำลังวางแผนสังหารเรา ทั้งวังหลังและค่ายทหารนอกเมืองต่างถูกข้าจัดการไปหมดสิ้นแล้ว”
คำกล่าวของนางดั่งสายฟ้าฟาด กุ้ยเฟยชะงักกึก มองดูทหารรักษาการณ์ที่เคยภักดีต่อนางค่อยๆ ก้าวถอยหลังและลดอาวุธลง ความเงียบงันเริ่มกัดกินหัวใจนางทีละน้อย นางหันไปมองรอบด้านอย่างบ้าคลั่ง ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้น
“เป็นไปไม่ได้... ข้าคุมคนของข้ามานับสิบปี!”
“คนที่ภักดีด้วยผลประโยชน์ ย่อมเปลี่ยนใจเมื่อเห็นว่าเรือกำลังจะจม” ฟางเซียนก้าวเข้าหานางอย่างช้าๆ ทุกจังหวะฝีเท้าของนางแฝงไปด้วยความเยือกเย็น “ข้าไม่ได้สู้กับพระองค์ด้วยกำลังทหาร แต่ข้าสู้ด้วยความจริงที่พระองค์พยายามฝังกลบ”
นางหยิบตราประทับลับชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ตราที่พิสูจน์ได้ว่าเหม่ยหลิงอยู่เบื้องหลังการทุจริตและการสังหารขุนนางผู้จงรักภักดีมานับไม่ถ้วน เหม่ยหลิงถลาเข้ามาหมายจะฉกชิงตรานั้น แต่ฟางเซียนกลับคว้าข้อมือของนางไว้อย่างรวดเร็ว แรงบีบที่แฝงไปด้วยความแค้นนับสิบปีทำให้กุ้ยเฟยต้องนิ่วหน้า
“ถึงเวลาชดใช้กรรมแล้ว... หญิงแพศยา”
ฟางเซียนกระซิบชิดใบหูของเหม่ยหลิง ก่อนจะผลักร่างนั้นให้ล้มลงต่อหน้าบัลลังก์มังกร ทหารราชองครักษ์กรูกันเข้ามาควบคุมตัวกุ้ยเฟยไว้ได้ในทันที เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวังของนางดังก้องไปทั่วพระราชวัง
จ้าวเฟยหลงเดินลงจากบัลลังก์มาหยุดยืนข้างกายฟางเซียน เขามองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและลึกลับ เขาสัมผัสที่ไหล่ของนางเบาๆ “เจ้าชนะแล้ว... ฟางเซียน”
ท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังสงบลง ฟางเซียนกลับรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง นางหันไปมองที่ประตูท้องพระโรงที่ควรจะปิดสนิท ทว่าเงาร่างหนึ่งกลับยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เป็นชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่นางจำได้แม่นยำว่าเป็นคนคนเดียวกับที่เคยส่งสารลับถึงนางในคืนที่มารดานางเสียชีวิต
เขายกยิ้มที่มุมปากช้าๆ ก่อนจะโยนจดหมายฉบับหนึ่งลงบนพื้น เนื้อความในนั้นเขียนด้วยลายมือของใครบางคนที่ทำให้นางต้องหยุดหายใจ ทันใดนั้น ไฟในท้องพระโรงก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงกระซิบข้างหูของฟางเซียนจากผู้ที่อยู่ด้านหลัง “เรื่องราวของเจ้า... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงก็วันนี้แหละ ราชินีผู้ไม่มีบัลลังก์”
ไป๋เหลียนฮวาหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนสุดท้ายนะคะ
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 27
ศึกชี้ชะตาใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!