ปลายกระบี่คมกริบจ่อแนบผิวเนื้อบริเวณลำคอจนรู้สึกถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านผ่านชั้นผิวหนัง หลินฟางเซียนมิได้ขยับกายหนี หรือแม้แต่จะกะพริบตาเพื่อแสดงความหวั่นเกรง นางเพียงคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นยะเยือกจนคนมองถึงกับชะงัก
"ฝ่าบาททรงพิโรธเพราะทรงเชื่อในสิ่งที่เห็น หรือทรงแสร้งทำเป็นเชื่อเพื่อกวาดล้างขยะใต้พรมในราชสำนักกันแน่เพคะ?"
เสียงของฟางเซียนราบเรียบ ทว่าก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันในโถงพระโรง จ้าวเฟยหลงหรี่ตาลง ประกายความคมปลาบในดวงตาเนตรมังกรฉายชัดชั่วขณะก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง เขาค่อยๆ ลดกระบี่ลงช้าๆ แต่ยังคงยืนประจันหน้ากับนางอย่างกดดัน
"เจ้ากล้าดียิ่งนักที่ย้อนถามมังกรผู้เป็นเจ้าชีวิต" จ้าวเฟยหลงกระซิบ น้ำเสียงต่ำพร่าทว่าทรงพลัง
กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังหัวเราะร่า นางก้าวเข้ามาใกล้หมายจะซ้ำเติม "ฝ่าบาททรงเห็นแล้วใช่หรือไม่เพคะ นางไม่เพียงแต่กำเริบเสิบสาน แต่ยังมีความสัมพันธ์ลับๆ กับขุนนางกังฉินที่ถูกจับได้เรื่องยักยอกเสบียงหลวง หลักฐานเหล่านั้นอยู่ในมือของหม่อมฉันแล้ว!"
ฟางเซียนปรายตามองเหม่ยหลิงเพียงหางตา ความสงสารฉายชัดในแววตาจนอีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง "หลักฐานที่ท่านแม่ทัพใหญ่เสกสรรขึ้นมาเพื่อปกป้องตำแหน่งของตนเองงั้นหรือเพคะ กุ้ยเฟย... ท่านช่างเป็นหมากที่ซื่อสัตย์ดีเหลือเกิน"
บรรยากาศในท้องพระโรงเปลี่ยนไปทันที จ้าวเฟยหลงหันไปสบตากับขันทีคนสนิทที่ก้าวเข้ามาพร้อมหีบไม้ใบเขื่อง เมื่อเปิดออก กลิ่นอายของความฉาวโฉ่ก็อบอวลไปทั่ว หีบใบนั้นมิใช่หลักฐานเอาผิดฟางเซียน แต่มันคือบัญชีรายชื่อขุนนางทั้งสิบสองคนในสังกัดสกุลเหม่ยที่ร่วมกันทุจริตเงินภาษีราษฎรมาตลอดหลายปี
"ฟางเซียน..." จ้าวเฟยหลงเรียกชื่อนาง น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง "เจ้าวางหมากซับซ้อนถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เมื่อใด?"
"ตั้งแต่คืนที่หม่อมฉันสูญเสียทุกอย่างที่ตระกูลหลินเคยให้" ฟางเซียนตอบพลางก้าวเดินไปกลางโถงพระโรง สง่างามราวกับราชสีห์ที่สลัดโซ่ตรวน "หม่อมฉันมิได้ทำเพื่อความแค้นส่วนตัว แต่ทำเพื่อบัลลังก์ของฝ่าบาท ขุนนางที่หนุนหลังกุ้ยเฟย มิใช่เพียงผู้ฉ้อราษฎร์ แต่คือหนอนบ่อนไส้ที่รอวันสูบเลือดเนื้อของแผ่นดินจนแห้งเหือด"
นางหยุดยืนตรงหน้าแท่นประทับ สายตาของนางไม่ได้มองเพียงจักรพรรดิ แต่กำลังมองไปทั่วแผ่นดินที่นางตั้งมั่นจะปกป้อง ความกล้าหาญที่ปรากฏบนใบหน้าอ่อนหวานนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดหวั่น
"จงกวาดล้างให้สิ้น" ฟางเซียนกล่าวประโยคเด็ดขาด "หากฝ่าบาททรงลังเล หม่อมฉันจะเป็นผู้ถือกริชเล่มนั้นเอง"
จ้าวเฟยหลงมองนางด้วยความทึ่ง ความรู้สึกที่เขามีต่อสตรีผู้นี้มิใช่เพียงความลุ่มหลงในรูปโฉม แต่มันคือความยำเกรงในสติปัญญาที่เหนือชั้นกว่าบุรุษใดในราชสำนัก เขาหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "จงจับกุมทุกคนที่มีชื่อในบัญชีนี้ หากใครขัดขืน... ให้ประหารได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม!"
เหม่ยหลิงที่เดิมมั่นใจว่าตนคุมเกมไว้ได้ กลับหน้าซีดเผือด นางทรุดกายลงกับพื้นเมื่อเห็นทหารรักษาพระองค์กรูเข้ามาล้อมกรอบเหล่าขุนนางที่นางเคยใช้เป็นฐานอำนาจ
ทว่า ในจังหวะที่ความโกลาหลกำลังถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโถงพระโรง เป็นเสียงที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นหยุดหายใจ โดยเฉพาะฟางเซียน... นางขยับกายเล็กน้อย แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวไปชั่วพริบตาเมื่อเห็นเงาร่างของบุรุษที่ก้าวเข้ามา
บุรุษผู้นั้นสวมชุดขุนนางชั้นสูง ใบหน้าเรียบเฉยทว่าแฝงรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจคนมองแทบหยุดเต้น เขาคือคนที่ควรจะตายไปในสงครามชายแดนเมื่อสามปีก่อน... บิดาผู้ทอดทิ้งนางในอดีต
"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ล่าช้า พะยะค่ะฝ่าบาท" เขาโค้งคำนับอย่างงดงาม แต่สายตานั้นกลับจ้องเขม็งมาที่ฟางเซียน "ดูเหมือนว่าลูกสาวที่ข้าเคยทิ้งไป จะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตระกูลเสียแล้ว"
ฟางเซียนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของวังหลัง นี่คือแผนการที่ใหญ่กว่านั้นมาก หมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขา แต่มีมือที่สามที่รอฉกฉวยโอกาสในความวุ่นวายครั้งนี้... และนั่นอาจหมายถึงจุดจบของนางเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันนี้นะคะ ไป๋เหลียนฮวาซาบซึ้งใจจริงๆ ค่ะ
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 19
การกวาดล้างครั้งใหญ่
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!