“ม้วนเอกสารตราประทับลับจากชายแดนเหนือ... เหตุใดจึงไปโผล่อยู่ใต้เตียงบรรทมในตำหนักของพระสนมฟางเซียนได้เล่าเพคะ?”
เสียงของกุ้ยเฟยเหม่ยหลิงหวานหยดย้อยประดุจน้ำผึ้งอาบยาพิษ นางยืนตระหง่านอยู่กลางโถงตำหนักเมฆาคล้อย สายตากวาดมองทั่วห้องราวกับพญาเหยี่ยวที่พบเหยื่ออันโอชะ มือเรียวงามภายใต้แขนเสื้อปักลายโบตั๋นชี้ไปยังหีบไม้ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เผยให้เห็นม้วนกระดาษสีชาดที่มีตราประทับของกองทัพกบฏวางเด่นชัด
หลินฟางเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า หญิงสาวไม่ได้ขยับเขยื้อนหรือแสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยดุจนัยน์ตากวางป่าจดจ้องไปยังกุ้ยเฟยด้วยความเย็นชาที่ทำให้อากาศรอบข้างดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลงทันที
“พระสนมเหม่ยหลิงช่างหูไวตาไวเสียจริงนะเพคะ” ฟางเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยประกายคมกริบ “ม้วนเอกสารที่ข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตา กลับมาปรากฏตัวในตำหนักของข้าได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามที่ฝ่าบาทเสด็จออกไปว่าราชการ... ช่างเป็นปาฏิหาริย์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
กุ้ยเฟยหัวเราะร่าในลำคอ นางก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาบนตัวนางตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ “ปาฏิหาริย์หรือ? มิใช่ความทะเยอทะยานที่พ่นพิษใส่ตนเองหรอกหรือฟางเซียน การคบคิดกับศัตรูแผ่นดิน โทษทัณฑ์มิใช่เพียงการถอดถอนตำแหน่ง แต่คือการประหารเจ็ดชั่วโคตร... เจ้าคิดว่าตระกูลหลินที่ตกต่ำอยู่แล้ว จะรับภาระโทษกบฏไหวหรือ?”
ฟางเซียนแค่นยิ้มที่มุมปาก นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ร่างกายของนางบดบังม้วนเอกสารนั้นไว้จากสายตาของเหล่านางกำนัลที่ยืนตัวสั่นอยู่โดยรอบ “หากข้าจะกบฏจริง ข้าคงไม่เก็บหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ใต้เตียงให้คนปัญญาอ่อนมาพบหรอกเพคะ... การกระทำที่โง่เขลาเช่นนี้ มีเพียงผู้ที่ต้องการ ‘ยัดเยียด’ ให้ข้าเท่านั้นที่จะทำ”
“เจ้ากล้าด่าข้า!” กุ้ยเฟยตบโต๊ะข้างกายดังเปรี้ยง ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “ทหาร! จับตัวนางไปคุมขังในคุกหลวงเสีย ส่วนหลักฐานชิ้นนี้ให้นำไปทูลฝ่าบาททันที!”
องครักษ์นับสิบกรูเข้ามาในตำหนัก ฟางเซียนไม่ได้ขัดขืน นางเพียงแต่ปรายตามองไปยังประตูตำหนักที่เริ่มมีเงาคนยืนรอชมความหายนะของนางอยู่ ฟางเซียนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แผนการของกุ้ยเฟยเพียงลำพัง มือที่สามที่นางสงสัยกำลังเฝ้ามองดูเกมนี้อยู่จากมุมมืด
เมื่อมือหยาบกร้านของทหารคว้าจับแขนของนาง ฟางเซียนหันไปมองกุ้ยเฟยอีกครั้ง “พระสนมเหม่ยหลิง ท่านจำได้หรือไม่ว่ามารดาของข้าเสียชีวิตในห้องขังเช่นนี้ได้อย่างไร? ท่านอาจจะสนุกกับการเป็นผู้ล่าในวันนี้ แต่ระวังไว้เถิด... ในป่าที่มืดมิดที่สุด บางทีผู้ที่ถูกล่าอาจจะถือมีดสั้นไว้ในมือรอเวลาที่ท่านเผลอ”
ขณะที่ฟางเซียนถูกลากตัวออกไป ท้องฟ้าด้านนอกกลับแปรปรวน ลมพายุพัดกระหน่ำราวกับโกรธเคืองชะตากรรมที่บิดเบี้ยว ภายในคุกหลวงที่มืดมิดและชื้นแฉะ ฟางเซียนถูกผลักเข้าไปในห้องขังที่แคบและสกปรก นางทรุดตัวลงนั่งบนกองฟางที่เน่าเปื่อย ความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าถึงกระดูก
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้มาเยือนดังขึ้นที่หน้าห้องขัง ฟางเซียนลืมตาขึ้นมองผ่านความสลัว
นั่นไม่ใช่ทหาร... แต่เป็นบุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ดูสูงศักดิ์จนน่าเกรงขาม แววตาของเขาซับซ้อนและแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่นางไม่อาจอ่านออก
“ฟางเซียน... เจ้าทำเช่นนี้ทำไม” จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่า “หลักฐานมัดตัวเจ้าแน่นหนาจนข้าไม่อาจหาทางออกให้เจ้าได้ แม้แต่ข้าที่เป็นจักรพรรดิ... ก็ถูกกดดันจากเหล่าขุนนางที่จ้องจะถอดถอนเจ้าออกจากการเป็นสนม”
ฟางเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ นางเดินเข้าไปหาลูกกรงเหล็ก ดวงตาสบประสานกับบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ “ฝ่าบาท... หากพระองค์เชื่อว่าข้าเป็นกบฏ ก็จงสั่งประหารข้าเสียตอนนี้เลยเพคะ แต่หากพระองค์ยังเหลือความเชื่อใจไว้บ้าง... ขอพระองค์อย่าเพิ่งด่วนตัดสินพระทัย”
นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อแล้วหยิบแผ่นกระดาษเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ออกมา “หลักฐานที่พบใต้เตียงข้า คือของปลอมที่เขียนโดยผู้มีฝีมือ แต่คนผู้นี้ทำพลาดไปหนึ่งอย่าง... เขาใช้หมึกตระกูลจ้าวที่ผลิตเฉพาะในสำนักพระราชวัง ซึ่งพระสนมเหม่ยหลิงเป็นผู้คุมการจัดซื้อหมึกทั้งหมดในฤดูกาลนี้”
จ้าวเฟยหลงเบิกตากว้าง มือหนาคว้าแผ่นกระดาษนั้นไปอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชะงักงัน “แต่คนของข้าบอกว่า... ผู้อยู่เบื้องหลังการส่งจดหมายนี้ คือคนของฝั่งตระกูลอัครมหาเสนาบดี ไม่ใช่กุ้ยเฟย”
ฟางเซียนยกยิ้มที่เศร้าสร้อย “นั่นแหละเพคะ คือจุดจบที่แท้จริงของหมากกระดานนี้... กุ้ยเฟยเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกใช้เพื่อกำจัดข้าโดยที่นางไม่รู้ตัว และผู้ที่แทรกซึมเข้าไปในตำหนักของนางเพื่อวางเอกสารนั้น ก็คือคนที่พระองค์ทรงวางใจที่สุดในเวลานี้...”
จ้าวเฟยหลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเงามืดที่มุมคุก ซึ่งบัดนี้มีบุคคลหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้นางเอกถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความแค้นใจ
“ดูเหมือนความลับจะถูกเปิดเผยเร็วไปหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น
หวังจงกงกง... ชายที่เลี้ยงดูฮ่องเต้มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ กำลังถือพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือไว้แน่น พร้อมกับข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งที่ชักดาบออกมาขวางทางออกของคุกหลวงไว้จนหมดสิ้น!
ไป๋เหลียนหวาหวังว่านักอ่านทุกท่านจะยังคงเป็นกำลังใจให้ฟางเซียนฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้นะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามกันมาตลอดค่ะ
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 20
เกียรติยศที่ถูกท้าทาย
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!