เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 2

สนมใหม่ไร้ค่า

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"ถ้วยชาใบนี้... พระสนมกุ้ยเฟยทรงเมตตาประทานให้ด้วยพระองค์เอง บ่าวไพร่ต้อยต่ำเช่นหม่อมฉัน มิอาจแตะต้องให้หกหยดแม้เพียงนิด" เสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย เธอนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเยียบกลางตำหนักเหมยฮวา ดวงตากลมโตคู่นั้นก้มต่ำ มือที่ถือถ้วยชาเคลือบกระเบื้องราคาแพงสั่นระริกราวกับใบไม้ต้องลม "เจ้าดูหวาดกลัวนักนะ ฟางเซียน" เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังมาจากบัลลังก์ตัวเตี้ย กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองอร่ามขยับกายช้าๆ ดวงตาเรียวคมของนางหรี่มองสตรีเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยัน "ข้าเพียงแค่ให้เจ้าชิมชาใหม่จากเมืองกังหนาน เหตุใดจึงทำตัวประหนึ่งข้าจะวางยาพิษสังหารเจ้าอย่างนั้นเล่า?" "หม่อมฉันมิบังอาจ..." ฟางเซียนรีบก้มหัวลงจนหน้าผากเกือบแตะพื้น ปลายนิ้วที่สั่นเทาแสร้งทำเป็นหลุดมือ ถ้วยชาตกลงกระทบพื้นหินแตกกระจาย เสียงดัง 'เคร้ง' สะท้อนไปทั่วห้องที่เงียบสงัด น้ำชาอุ่นๆ กระเซ็นเปื้อนขอบชุดสีขาวสะอาดตาของเธอ สนมคนอื่นๆ ในตำหนักต่างส่งเสียงหัวเราะคิกคัก บ้างปิดปาก บ้างใช้นิ้วชี้ชวนกันดูความซุ่มซ่ามของ 'สนมใหม่' ผู้ไร้ที่มาที่ไป หลายคนมองนางเป็นเพียงตัวตลกที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อรองรับอารมณ์ของกุ้ยเฟย "ตายจริง... ดูเจ้าสิ อบรมมาอย่างไรจึงได้ซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้?" เหม่ยหลิงวางถ้วยชาในมือลงเสียงดังกระทบโต๊ะ สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมุ่งร้าย "การจะอยู่ในวังหลังนี้ ไม่ใช่แค่มีใบหน้างดงามก็พอ แต่ต้องมีกิริยาที่เหมาะสม คนที่แม้แต่ถ้วยชายังรักษาไม่ได้... คิดหรือว่าจะมีปัญญาคว้าใจฝ่าบาท?" ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้แดงก่ำคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ เธอรีบใช้มือที่สั่นเทาพยายามกวาดเศษกระเบื้องอย่างลนลานจนปลายนิ้วถูกบาดเป็นแผลเล็กๆ เลือดสีแดงสดซึมออกมาแต้มพื้นหิน "หม่อมฉันสมควรตาย... หม่อมฉันโง่เขลา ไร้ความสามารถ ขอพระสนมกุ้ยเฟยโปรดเมตตา อย่าได้ถือสาคนโง่เขลาเช่นหม่อมฉันเลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังเยาะเย้ย ฟางเซียนกลับจดจำใบหน้าของสนมเหล่านั้นและตำแหน่งที่พวกนางนั่งไว้จนหมดสิ้น ความอ่อนแอที่เธอแสดงออกไม่ใช่ความกลัว แต่เป็น 'เกราะกำบัง' ชั้นเยี่ยม ยิ่งเธอทำตัวเป็นคนไร้ค่า ไร้พิษสง เหล่าสตรีผู้หิวกระหายอำนาจเหล่านี้ก็จะยิ่งมองข้ามหัวเธอ และนั่นคือช่องว่างที่เธอจะใช้แทรกซึมเข้าสู่รากฐานอำนาจของพวกนาง "พอเถอะ" เหม่ยหลิงโบกมืออย่างรำคาญใจ "ข้าเห็นแล้วก็ปวดหัว เสนียดตา ข้าไม่ควรเรียกเจ้ามาให้เสียเวลาแต่แรก ไปเสีย! ไปทำความสะอาดชุดเจ้าให้เรียบร้อย อย่าให้ฝ่าบาทเห็นเจ้าในสภาพทุเรศเช่นนี้ตอนเสด็จมาทรงพระอักษรที่นี่ในยามสาย" ฟางเซียนโขกศีรษะลาอย่างนอบน้อม ลุกขึ้นเดินถอยหลังออกไปอย่างเชื่องช้า ร่างกายที่ดูบอบบางดุจกิ่งหลิวในพายุนั้นแท้จริงแล้วกลับมั่นคงดั่งหินผา ทันทีที่เธอพ้นจากประตูตำหนักเหมยฮวา แววตาที่แดงก่ำเพราะความกลัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เธอก้มมองรอยแผลที่ปลายนิ้ว แล้วคลี่ยิ้มจางๆ ออกมา 'เหม่ยหลิง... เจ้าอยากให้ข้าเป็นสตรีโง่เขลาไปตลอดกาลสินะ? ได้... ข้าจะเป็นให้เจ้าดู จนกว่าจะถึงวันที่เจ้าไม่รู้ตัวว่าลมหายใจของเจ้า ตกไปอยู่ในกำมือของข้าตั้งแต่เมื่อใด' ฟางเซียนเดินลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้เงียบสงัด เธอไม่ได้มุ่งหน้ากลับตำหนักตัวเอง แต่กลับเลี้ยวไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่หอสมุดหลวง ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่จ้าวเฟยหลงต้องเสด็จผ่านในทุกๆ เช้า หากอยากคุมเกม เธอต้องไม่เพียงแค่หลบซ่อน แต่ต้องรู้จัก 'ปรากฏตัว' ในจังหวะที่เหนือความคาดหมาย ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมของไม้กฤษณาที่ลอยมากับลม ฟางเซียนชะงักฝีเท้า เธอไม่ได้หันกลับไปทันที แต่แสร้งทำเป็นก้มลงเก็บดอกไม้ที่ร่วงหล่นด้วยท่าทีอ่อนหวาน "เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงมาอยู่ในเขตหวงห้ามลำพัง?" น้ำเสียงทรงอำนาจที่ดุดันแต่แฝงความสงสัยทำให้หัวใจของฟางเซียนเต้นแรง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะนี่คือ 'โอกาส' เธอค่อยๆ หันกลับไป พบกับบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีมังกรเข้ม ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของจ้าวเฟยหลงกำลังจ้องมองเธอราวกับจะทะลวงเข้าไปในจิตวิญญาณ ฟางเซียนรีบย่อตัวลงทำความเคารพ ทว่าเธอกลับจงใจสะดุดชายผ้าถุงของตนเองจนร่างเซถลาเข้าไปหาเขา... ทว่าในจังหวะที่มือแกร่งของจักรพรรดิยื่นออกมาคว้าแขนเธอไว้เพื่อพยุง สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับรอยแผลที่นิ้วมือของเธอที่เปื้อนเลือดจางๆ "บาดเจ็บหรือ?" จ้าวเฟยหลงถาม เสียงของเขานุ่มลงเพียงเล็กน้อย ทว่าแฝงไปด้วยความกังขาที่ทำให้คนฟังขนลุก ฟางเซียนช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาสั่นไหวคล้ายมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า แต่น้ำเสียงกลับแฝงความนัยที่ลึกซึ้งจนอีกฝ่ายต้องชะงัก "ฝ่าบาท... เลือดที่ไหลนี้มิสำคัญเท่ากับสิ่งที่หม่อมฉันเพิ่งค้นพบในตำหนักเหมยฮวาหรอกเพคะ... สิ่งที่หากหม่อมฉันบอกไป อาจทำให้บัลลังก์ของพระองค์สั่นคลอนไปถึงรากฐาน" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "ไป๋เหลียนฮวา" ในบทเริ่มต้นของความแค้นและการชิงไหวชิงพริบครั้งนี้ครับ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%