“หม่อมฉันไม่ทราบว่าความผิดฐาน ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ ในสายพระเนตรของฝ่าบาทนั้น วัดจากสิ่งใดกันแน่? วัดจากหลักฐานที่ข้าพเจ้าเพียรหามา หรือวัดจากความขัดเคืองพระทัยที่ข้าพเจ้าบังอาจสืบไปถึงรากเหง้าของบางคนในวังหลังนี้กันแน่เพคะ?”
เสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบ หากทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่กรีดลึกลงไปในโสตประสาทของกงกงชราผู้นำรับสั่ง นางยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถง ชุดผ้าไหมสีซีดจางของนางไม่ได้ทำให้รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งลดน้อยลงแม้แต่น้อย ดวงตาเรียวหงส์จ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
กงกงชราผู้ติดตามข้างพระวรกายจ้าวเฟยหลงมานานปีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าต่ำพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “พระสนมโปรดอย่าให้กระหม่อมลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ รับสั่งคือรับสั่ง คนตายพูดไม่ได้ แต่คนเป็นย่อมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ... หากพระนางบริสุทธิ์ใจ ก็เพียงแค่ไปเผชิญหน้ากับฝ่าบาทที่ตำหนักบรรทมเท่านั้น”
ฟางเซียนแค่นยิ้มที่มุมปาก นางเดินผ่านกลุ่มองครักษ์ที่ตั้งท่าเตรียมจับกุมด้วยท่วงท่าสง่างามดุจหงส์ที่กำลังกางปีกท้าทายพายุ นางรู้ดีว่านี่คือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างประณีต กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงคงกำลังนั่งจิบชาชมดูความพินาศของนางอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในวังหลวงแห่งนี้
ระหว่างทางที่เดินผ่านระเบียงทางเดินยาวที่มืดสลัว กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งไปทั่ว ฟางเซียนสังเกตเห็นขันทีน้อยผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตา เขากำลังถือถาดเครื่องเสวยค้างคืนเดินเลี่ยงไปทางมุมมืดของตำหนักที่ถูกปิดตาย ฟางเซียนอาศัยจังหวะที่องครักษ์ผู้คุมตัวนางหันไปรับสัญญาณมือจากกงกงหัวหน้า นางสะบัดข้อมือเบาๆ โปรยเข็มเงินจิ๋วเข้าไปในจุดตายของทหารสองนายที่คุมตัวนางไว้ ทั้งสองทรุดฮวบลงโดยไม่มีเสียง
นางไม่ได้หนี แต่เลือกที่จะเดินตรงไปยังทิศทางที่ขันทีน้อยผู้นั้นหายไป นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่นางจะคว้าหลักฐานชิ้นสำคัญก่อนจะถูกจองจำ
ในห้องเก็บเครื่องศิราภรณ์เก่าที่แทบไม่มีใครย่างกราย ฟางเซียนพบขันทีชราคนหนึ่ง—อดีตผู้ดูแลห้องเครื่องในสมัยที่มารดาของนางยังรับราชการอยู่ในวัง—เขานั่งตัวสั่นงันงกอยู่มุมห้อง ในมือถือป้ายหยกประจำตัวกุ้ยเฟยไว้แน่น
“ท่านลุงฟู่... ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?” ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ
ชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นสตรีที่ใบหน้าละม้ายคล้ายกับ ‘นางผู้ล่วงลับ’ คนนั้น “พระ... พระสนม... หนีไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าได้ยินมา... ว่าเหม่ยหลิงกุ้ยเฟยเป็นคนสั่งการทั้งหมด เรื่องการวางยาพิษในสำรับอาหารถวายฮองเฮาเมื่อสิบปีก่อน ข้าเป็นคนเตรียม... ข้าเห็นกับตาว่าใครเป็นคนหยิบยาพิษใส่ลงไป!”
หัวใจของฟางเซียนเต้นรัวดุจกลองศึก “ใครกัน? ใครเป็นคนใส่!”
“กุ้ยเฟย... นางไม่ได้ทำเอง แต่นางบังคับให้ข้าทำ หากข้าไม่ทำ ครอบครัวของข้าต้องตายหมดสิ้น นี่คือบัญชีรายชื่อคนในตระกูลที่นางใช้ข่มขู่ข้า” ขันทีชราหยิบม้วนกระดาษเปื้อนเลือดออกมาจากอกเสื้อ “ข้าเก็บไว้เพื่อรอวันที่จะชดใช้ความผิด... วันที่ ‘บุตรสาว’ ของนางจะกลับมาทวงความยุติธรรม”
ฟางเซียนรับม้วนกระดาษนั้นมาไว้ในมือ มือของนางสั่นเทาด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานสิบปี ความจริงที่นางตามหาอยู่เพียงเอื้อมมือ แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
“พระสนมหลิน... พระองค์คิดว่าการหนีมาซ่อนตัวจะช่วยให้รอดพ้นจากข้อหาฉกรรจ์ได้หรือเพคะ?”
เสียงของเหม่ยหลิงกุ้ยเฟยดังแทรกความมืดเข้ามาพร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างจ้า ตำหนักทั้งหลังถูกโอบล้อมด้วยกองกำลังทหารนับร้อย ฟางเซียนหันกลับไปเผชิญหน้ากับสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของกุ้ยเฟยประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูงดงามแต่ทว่าแฝงไว้ด้วยพิษร้าย
กุ้ยเฟยเหม่ยหลิงค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของนางจ้องมองขันทีชราที่ก้มหน้าตัวสั่นด้วยความสมเพช “เจ้าขันทีแก่... ช่างเป็นคนทรยศที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง”
ฟางเซียนกระชับม้วนกระดาษในมือแน่น นางรู้ดีว่านางมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจระหว่าง ‘การรักษาชีวิตตนเอง’ หรือ ‘การเปิดโปงความจริง’ ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยโต้ตอบ ประตูห้องก็ถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“กุ้ยเฟย... เจ้าบังอาจสั่งการทหารในเขตพระราชฐานชั้นในโดยพลการเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อใดที่อำนาจของเจ้าเหนือกฎหมายของข้า?”
จ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามาในห้อง บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันจนลมหายใจแทบหยุดชะงัก ฟางเซียนสบตาพระองค์ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ในขณะที่เหม่ยหลิงกุ้ยเฟยหน้าซีดเผือดลงทันที ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขันทีชราที่นั่งอยู่กับพื้นก็ชักมีดสั้นออกมาหมายจะพุ่งเข้าหาพระจักรพรรดิ แต่ทว่า... เป้าหมายของเขากลับไม่ใช่พระองค์!
เขากลับพุ่งเป้าไปที่ฟางเซียนแทน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้นางต้องหยุดหายใจ “ตายเสียเถิด! เจ้าคนขายชาติ!”
ปลายมีดห่างจากอกของฟางเซียนเพียงไม่กี่นิ้ว แต่ก่อนที่มันจะถึงตัว เสียงธนูแหวกอากาศก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของขันทีชราที่ล้มลงขาดใจตายทันทีท่ามกลางความโกลาหล ฟางเซียนยืนตัวแข็งทื่อ มองเห็นม้วนกระดาษในมือถูกกระชากออกไปโดยมือที่ทรงอำนาจของจ้าวเฟยหลง
พระองค์เปิดอ่านมันเพียงชั่วครู่ สายตาที่จ้องมองฟางเซียนเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง “หลินฟางเซียน... นี่คือหลักฐานที่เจ้าพยายามจะใส่ร้ายสนมรักของข้าอย่างนั้นหรือ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั้นอีกครั้ง ในขณะที่เหม่ยหลิงกุ้ยเฟยเริ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าฟางเซียนกลับพบความผิดปกติ... รอยยิ้มของจ้าวเฟยหลงในวินาทีถัดมานั้นช่างเย็นเยียบและแปลกประหลาดอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับนางหงส์ผู้นี้จนถึงตอนนี้นะคะ ไป๋เหลียนฮวาซาบซึ้งใจยิ่งนักค่ะ
เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน•ตอนที่ 13
คำสารภาพของขันทีชรา
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์นางหงส์: บัลลังก์เลือดใต้รอยยิ้มหวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!