ดิบเถื่อนในกรงอาคม•ตอนที่ 6

ตรรกะที่พังทลาย

ผลงานโดย ภูริศร์
เสียงกระซิบจากลูกน้องคนสนิทผ่านเครื่องมือสื่อสารชิ้นเล็กยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคินน์ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มทิ้งน้ำหนักพิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีเนื้อดี แววตาสีเข้มคมกริบดุจพญาเหยี่ยวทอดมองออกไปนอกกระจกบาน “คนของเราข้างนอกถูกจัดการหมดแล้ว... และคนที่สั่งการเรื่องนี้ตัวจริง ไม่ใช่ธันวา... แต่เป็นคนใกล้ตัวที่คุณไว้ใจที่สุดครับ” คำพูดนั้นหยุดค้างอยู่ในความเงียบงัน ร่างบางของรินรดากำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร ประตูห้องทำงานถูกล็อกตายสนิทด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เธอไม่มีทางกดเปิดมันได้ด้วยซ้ำ ความตึงเครียดในห้องนี้หนาแน่นเสียจนแทบจะคว้ามาคั้นเป็นหยดน้ำได้ นักโบราณคดีสาวรู้ดีว่าเวลานี้คือโอกาสเดียวที่เธอจะรอดพ้นจากกรงเล็บของซาตานร้ายอย่างเขา รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด สายตาจับจ้องไปที่กุญแจสำรองบนโต๊ะที่อยู่ห่างจากตัวเธอเพียงเอื้อมมือ แต่เธอก็รู้ดีว่าความเร็วนั้นไม่มีทางเทียบเท่าผู้ชายที่ยืนขวางทางหนีอยู่ตรงหน้า “คิดจะไปไหน รินรดา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่ากดดันจนน่าขนลุก คินน์ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาหาเธอทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมในเขาวงกต “ฉันไม่มีธุระอะไรต้องอยู่ที่นี่อีกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ... เอ๊ย... ปล่อยฉันไปเถอะ คินน์” รินรดาเผลอหลุดเสียงสั่น เธอยกมือขึ้นตั้งการ์ด ถอยร่นไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ “หึ...” คินน์หลุดหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “เธอคิดจริงๆ น่ะหรือว่า ประตูบานนั้นจะเปิดให้คนทรยศเดินออกไปได้ง่ายๆ? หรือเธอคิดว่าเรื่องที่เพิ่งได้ยินเมื่อครีบ มันเป็นแค่เรื่องตลกกันแน่” “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!” เธอสวนกลับเสียงแข็ง พยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีดุดัน “คนที่คุณควรจัดการคือคนใกล้ตัวที่คุณไว้ใจโน่น ไม่ใช่มาขังฉันไว้ที่นี่ ปล่อยฉันนะ!” “คนใกล้ตัวงั้นเหรอ...” คินน์ทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่าลงขณะที่ก้าวเข้ามาประชิดตัว ร่างสูงใหญ่กักขังเธอไว้ระหว่างอ้อมแขนและผนังห้อง ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมราคาแพงระเหยปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ แรงกดดันจากมวลกล้ามเนื้อและอำนาจดิบเถื่อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “ถอยไปนะ คินน์!” เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ แต่กล้ามเนื้อแน่นขนัดใต้ร่มผ้ากลับแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็ก ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย “ทำไมฉันต้องถอย ในเมื่อเหยื่อกำลังวิ่งมาหาความตายถึงถิ่นเอง” คินน์ก้มหน้าลงกระซิบชิดริมใบหู ปลายจมูกโด่งคมคลอเคลียอยู่แถวซอกคอหอมกรุ่นจนรินรดาสะท้านเฮือก ขนลุกชันไปทั่วร่าง ความหวาดกลัวและแรงดึงดูดอันตรายปะทะกันอย่างรุนแรงในกระแสเลือด เธอกำหมัดแน่น พยายามดึงสติและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีกลับมาต้านทานสัมผัสที่จู่โจมอย่างไร้ความปรานี “อย่ามาทำแบบนี้กับฉัน... เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” “ไม่ได้เป็นงั้นเหรอ?” คินน์แค่นยิ้ม มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นบีบคางฉลุของเธอไว้เบาๆ บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่คมดุจสัตว์ป่าหิวกระหายคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเธอที่กำลังสั่นไหว “จำไม่ได้แล้วหรือไงว่าร่างกายเธอกับฉัน ผ่านอะไรกันมาบ้าง... ร่างกายที่สั่นสะท้านและครางเรียกชื่อฉันใต้ร่างเมื่อคืนก่อน มันคือข้อพิสูจน์ว่าเธอกับฉัน... ตัดกันไม่ขาดหรอก รินรดา” คำพูดดิบเถื่อนและตรงไปตรงมานั้นทำเอาใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความทรงจำอันเร่าร้อนและวาบหวามจากคืนก่อนผุดวาบเข้ามาในหัว สมองของเธอกำลังต่อต้านอย่างรุนแรง แต่สรีระกลับทรยศด้วยการตอบสนองต่อสัมผัสอันคุ้นเคยอย่างน่าละอาย ผิวเนื้อที่เสียดสีกันผ่านเนื้อผ้าสร้างกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่ว รสจูบที่เคยดุดันและร้อนแรงราวกับจะแผดเผาเธอกลับมาวนเวียนอยู่ในจินตนาการ คินน์เห็นความลังเลที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้น รอยยิ้มมุมปากของเขายิ่งลึกขึ้นด้วยความได้ใจ “ปากบอกว่าเกลียด... แต่ร่างกายเธอมันซื่อสัตย์กว่าที่คิดนะ” นิ้วเรียวแกร่งของเขาไล่ต่ำลงมาจากคางมน ลากผ่านลำคอระหงลงมาหยุดอยู่ที่กระดุมเม็ดบนของเสื้อเชิ้ต ปลายนิ้วอุ่นจัดสัมผัสโดนผิวเนื้อจนรินรดาสะดุ้งเฮือก เธอพยายามปัดมือเขาออก แต่คินน์ไว,กว่า เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้เหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย แรงมหาศาลนั้นกดทับข้อมือเธอจนขึ้นรอยแดง “ปล่อยนะ! คนบ้า... อื้อ!” คำประณามถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อคินน์ฉวยโอกาสกดริมฝีปากลงมาบดขยี้เรียวปากอิ่มของเธออย่างดุดันและเอาแต่ใจ ไม่มีช่องให้ปฏิเสธ ไม่มีจังหวะให้หายใจ รสจูบในครานี้ไม่ได้อ่อนโยนหรือประนีประนอม แต่มันคือการประกาศอำนาจและการครอบครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างหิวกระหาย รินรดารู้สึกราวกับสติสตังทั้งหมดกำลังหลุดลอย ร่างกายอ่อนยวบลงไปพิงกับผนังห้องโดยมีอ้อมแขนแข็งแกร่งของเขาประคองรับน้ำหนักไว้ทั้งหมด มือหนาอีกข้างที่ไม่ว่าง เลื้อยสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อเชิ้ต สัมผัสกับผิวเนียนนุ่มร้อนผ่าวอย่างจงใจ ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแนวสันหลังจนหญิงสาวสะท้านเฮือก เสียงครางประท้วงในลำคอของเธอกลายเป็นเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด ความตึงเครียดรอบกายมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยเพลิงสวาทที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คินน์ผริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอได้สูบฉีดอากาศเข้าปอด ขณะที่หน้าผากของเขายังคงแนบชิดอยู่กับหน้าผากของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนพวงแก้มแดงก่ำ แววตาของมาเฟียหนุ่มเวลานี้เต็มไปด้วยความหมกมุ่นและลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา “ไม่ว่าใครจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้... หรือใครหน้าไหนที่คิดจะแย่งเธอไปจากฉัน...” คินน์กระซิบชิดริมฝีปากของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม “มันจะต้องชดใช้ด้วยเลือด... และจำไว้ รินรดา... เธอเป็นของฉันคนเดียว ตั้งแต่วินาทีนี้ไปจนวันตาย” รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยปากเถียง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินสีแดงฉานก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วคฤหาสน์ พร้อมๆ กับหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานที่สว่างวาบขึ้นมา ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าประตูใหญ่ปรากฏร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามา พร้อมกับลูกน้องนับสิบคนที่ชักอาวุธขึ้นเตรียมพร้อม คินน์หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้บุกรุกบนจอภาพ “พูดถึงก็มาเลยแฮะ...” คินน์พึมพำเบาๆ ก่อนจะหันมามองหน้าหญิงสาวที่ยังคงหอบหายใจอยู่ใต้ร่าง “ดูเหมือนว่า ‘คนใกล้ตัว’ ที่เธอสงสัยนักหนา... จะมาหาเราถึงที่แล้วล่ะ” ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนงานเขียนของภูริศร์เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนในกรงอาคม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%