กลิ่นอายโลหิตและสนิมเหล็กยังคงคละคลุ้งอยู่ในห้วงลมหายใจ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายุทธภพภายนอก คือความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายใน "แดนลับสุริยันดับสูญ" แห่งนี้
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย คมกระบี่ในมือซ้ายสั่นระริกด้วยคลื่นปราณสีครามที่แผ่ซ่านออกเป็นวงกว้าง เขารู้ดีว่าเบื้องหลังม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมด้วยอักขระโบราณนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่สัตว์อสูรบรรพกาลหรือกลไกค่ายกลมรณะ หากแต่มีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองทะลุผ่านความมืดมิดเข้ามา... สายตาที่ทั้งคุ้นเคยและเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมืองพันปี
"หากยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ปลายกระบี่ของข้าอาจจะไม่รักตัวดีเหมือนเจ้าของ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะผ่าปฐพีเป็นสองเสี่ยงได้ทุกเมื่อ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกขับเคลื่อนด้วยวิถีเต๋าอันลึกลึกลงไปถึงจุดตันtian (ตันเถียน) แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงสง่างามดั่งเสาหินค้ำฟ้า แม้ว่าบาดแผลบริเวณหัวไหล่ขวาจากการปะทะกับค่ายกลสวรรค์เมื่อครู่จะยังคงหยาดหยดเป็นโลหิตสีแดงสด
ทว่า ปราศจากเสียงตอบรับใดๆ นอกจากเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง
*ตึง... ตึง... ตึง...*
ทุกย่างก้าวรากับเหยียบย่ำลงบนเส้นประสาทของความตึงเครียด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมืองหิมะลอยล่องมาแตะนาสิก ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง กลิ่นนี้ช่างเด่นชัดและเป็นเอกลักษณ์... กลิ่นกายของสตรีผู้ยืนอยู่เหนือยอดเขาอันหนาวเหน็บ สตรีผู้ซึ่งทั่วทั้งยุทธภพต่างขนานนามว่า "นางเซียนผู้ไร้หัวใจ"
หมอกหนาจางลงเผยให้เห็นร่างเพรียวระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดาราคราม เส้นผมสีดำสนิทราวกับห้วงรัตติกาลปล่อยสยายคลอเคลียกับแผ่นหลังบอบบาง ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของหลี่มู่เฉินไว้มิใช่ความงดงามล่มเมืองนั้น หากแต่เป็นนัยน์ตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยความอ่อนล้าและความห่วงใยที่ถูกปิดตายไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา
"มู่เฉิน..."
สำเนียงหวานเอמהแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ เซียนจื่อเวยหยุดยืนอยู่ห่างจากปลายกระบี่ของเขาเพียงสามเชียะ ดวงตาคู่หงส์จ้องมองรอยแผลที่หัวไหล่ของชายหนุ่มด้วยประกายวาววับที่ยากจะคาดเดา ร่างระหงของนางมีร่องรอยการต่อสู้ไม่ต่างกันนัก อาภรณ์สีขาวมีคราบโลหิตแห้งกรังจางๆ แสดงให้เห็นว่านางเพิ่งผ่านศึกหนักในเขตแดนชั้นในมาหมาดๆ
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ "เจ้าควรจะอยู่รักษาตัวที่ตำหนักหิมะนิรันดร์ เหตุใดจึงรนหาที่มาเดินเล่นในแดนอเวจีเช่นนี้ หรือว่า... คิดถึงกระบี่ในมือข้าจนทนไม่ไหว?"
แม้ปากจะเอ่ยวาจายั่วเย้า ทว่ามือที่ถือกระบี่กลับคลายแรงกดดันลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว นี่คือจุดอ่อนเดียวที่มหาเทพผู้เยือกเย็นอย่างเขาไม่เคยแก้ไขได้... ความห่วงใยที่มีต่อสตรีตรงหน้า
จื่อเวยเม้มริมฝีปากบางเฉียบสีชาด นางไม่โต้เถียง ปล่อยให้สายตากวาดมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นผงของเขา นางก้าวเข้าไปอีกครึ่งก้าว จนปลายกระบี่เกือบจะแตะโดนเนื้อผ้าบริเวณอกเสื้อของนาง
"ข้าไม่ได้คิดถึงกระบี่ของเจ้า..." จื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตานั้นลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นใต้น้ำ "ข้าแค่คิดว่า... ถ้าเจ้าตายอยู่ที่นี่อย่างไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ใครจะเป็นคนคอยล้างมลทินให้สำนักกระบี่สวรรค์"
"ปากคอเราะร้ายขึ้นทุกวันนะ องค์หญิง"
หลี่มู่เฉินถอนหายใจยาว พลางเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปราณสีครามมลายหายไปในพริบตา เขายื่นมือออกไปคว้าข้อแขนเรียวบางของนางเข้ามาใกล้โดยไม่รอให้ฝ่ายหญิงอนุญาต แรงดึงดูดอันนุ่มนวลแต่เด็ดขาดทำให้ร่างบางเซถลาเข้าปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง
จื่อเวยสะดุ้งเล็กน้อย นางหลับตาลงรับสัมผัสจากไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากตัวเขา แม้ภายนอกทั้งสองจะดูห่างเหินและมักประลองคารมกันอยู่เสมอ แต่ในยามที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ อ้อมกอดนี้คือสถานที่เดียวในสามภพที่นางยอมทิ้งความทะนงตนทั้งหมด
"เจ้าบาดเจ็บ..." เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ยามที่นิ้วเรียวดั่งหยกขาวแตะลงบนรอยแผลที่หัวไหล่ของเขา
"แผลแค่นี้ ไม่ทำให้ข้าตายก่อนจะได้เห็นเจ้าแต่งเข้าสำนักของข้าหรอก" หลี่มู่เฉินกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเส้นผมสีดำขลับ กลิ่นหอมประจำกายของนางช่วยบรรเทาพิษปราณที่ตกค้างในร่างกายของเขาได้อย่างน่าประหลาด
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันเปราะบางกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้...
*เปรี้ยง!*
ท้องฟ้ายามวิกาลเหนือแดนลับพลันฉีกขาดออกเป็นทางยาว เสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าดินกำลังจะล่มสลาย ปราณมังกรทองคำพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่าง แสงสีทองสว่างจ้าบาดตาจนทั้งหลี่มู่เฉินและจื่อเวยต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง หินผาขนาดมหึมาแตกละเอียดเป็นผุยผง และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ม่านหมอกหนาทึบที่เคยปิดกั้นทางออก บัดนี้ได้ถูกหลอมละลายด้วยเพลิงประหลาดสีม่วงเข้ม
ร่างเงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางเปลวเพลิง ร่างนั้นสูงตระหง่าน สวมชุดเกราะโบราณที่สลักลวดลายอสูรกลืนนภา ในมือถือหอกยาวที่อาบไล้ด้วยโลหิตสีดำสนิท ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยไฟแค้นแห่งบรรพกาล
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง ปราณกระบี่ในตันเถียนพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งโดยสัญชาตญาณ เขาดึงร่างของจื่อเวยมาหลบไว้ด้านหลังทันที
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่ได้มีแค่พวกเราสองคนเสียแล้วกระมัง" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงเยียบเย็น ขณะที่เงาร่างลึกลับนั้นค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาช้าๆ พร้อมกับเอ่ยชื่อที่ทำให้ทั้งสองคนต้องชะงักงัน
"ในที่สุด... ข้าก็หากล่องสมบัติแห่งบรรพกาลพบ... และพวกเจ้า สองคน... คือเครื่องเซ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 17
การพบกันโดยบังเอิญ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!