เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 16

เผชิญหน้ากับสำนักมาร

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"กลิ่นคาวเลือดเช่นนี้... หนาแน่นกว่าครั้งที่ผ่านมาราวสเท่าตัว" หลี่มู่เฉินหยุดฝีเท้าลงบนพื้นดินที่แห้งกรังและแตกระแหง ไอหมอกสีดำทมิฬลอยวนเวียนอยู่เบื้องหน้าราวกับอสรพิษไร้ร่างที่กำลังอ้าปากรอเหยื่อ ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านชิงซานยามนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งโลหิต ไร้ซึ่งแสงดาวหรือดวงจันทร์ นำพาความกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับลงมาจนแทบหายใจไม่ออก เบื้องหลังของเขา เซียนจื่อเวยก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชือก ชายชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของนางไม่แม้แต่จะแตะต้องฝุ่นผงบนพื้นดิน ปราณเหมันต์รอบกายแผ่ไอเย็นเยียบราวกับธารน้ำแข็งหมื่นปี นางกวาดสายตาเรียบเฉยไปยังซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยสงบสุข ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท "พวกมันมิได้มาเพื่อปล้นชิง... แต่ตั้งใจกวาดล้างวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในค่ายกลมารโลหิต ดูจากร่องรอยปราณทมิฬแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของ 'พรรคอสูรโลหิตโลกันตร์' สาขาเงาพยัคฆ์" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นฉายแววเหยียดหยัน "หึ... เดรัจฉานในคราบมนุษย์กล้าอาจหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ ใช้ชีวิตของชาวบ้านผู้ไร้ทางสู้นับร้อยชีวิตมาสังเวยวิถีมาร เพื่อแลกกับการเลื่อนขั้นพลังอันสกปรก สวรรค์ช่างตาบอดเสียจริงที่ปล่อยให้เศษสวะเช่นนี้ยังคงหายใจอยู่บนผืนแผ่นดิน" "ท่านจะทำอย่างไร?" จื่อเวยถาม นางย่อมรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้ปากร้ายใจอ่อนเพียงใด แม้ปากจะบอกว่าไม่อยากยุ่งเรื่องของโลกหล้า แต่ทุกครั้งที่มีผู้คนบริสุทธิ์ต้องล้มตายด้วยเงื้อมมือมาร ดาบในมือของเขาไม่เคยลังเลที่จะชักออกจากฝักเลยสักครั้ง "ทำอย่างไรน่ะหรือ?" หลี่มู่เฉินหันกลับมาสบตากับนาง แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนภาพใบหน้างดงามเย็นชาของคู่ชีวิต "ข้าก็แค่อยากจะสอนพวกมันให้รู้ซึ้งว่า... นรกที่แท้จริง หน้าตาเป็นเช่นไร" สิ้นเสียงคำรามทุ้มต่ำ ร่างของหลี่มู่เฉินก็หายวับไปจากจุดยืน ราวกับสายลมที่พัดผ่านคราบอสูร! ณ ใจกลางลานหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องระงมด้วยความหวาดกลัวดังระคนกับเสียงหัวเราะเยาะหยันของกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำสนิท บนพื้นดินร่างของชาวบ้านนับสิบชีวิตนอนจมกองเลือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ตรงกลางลานมีค่ายกลโลหิตขนาดใหญ่กำลังเปล่งแสงสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัว โดยมีนักพรตมารเฒ่าผู้หนึ่ง เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้ามีรอยแผลเป็นรูปตะขาบ กำลังยื่นมือคว้าจับเด็กน้อยวัยสิบขวบผู้หนึ่งขึ้นมาเพื่อเตรียมใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยคนสุดท้าย "ฮ่าๆๆๆ! จงถวายวิญญาณของพวกเจ้าเสียเถอะ! นี่คือเกียรติยศสูงสุดที่พวกมดปลวกอย่างพวกเจ้าพึงกระทำได้เพื่อท่านประมุข!" นักพรตมารเฒ่าหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาสดใสของเด็กน้อยเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว *ฉับพลัน!* ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งพาดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์! "ใครกัน!" นักพรตมารเฒ่าสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณดิบแห่งความตายกรีดร้องลั่นในหัว มันรีบโยกย้ายพลังปราณทมิฬทั้งหมดมาป้องกันเบื้องหน้าอย่างเร่งรีบ *เปรี้ยง! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว!* ร่างของนักพรตมารเฒ่าถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดกระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าว เท้าทั้งสองขูดลากไปกับพื้นดินจนเกิดเป็นร่องลึก ปราณทมิฬรอบกายแตกกระซอนกระซายอย่างน่าอนาถ เมื่อมันเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อยมิใช่ใครอื่น—หลี่มู่เฉิน ชายหนุ่มยืนไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ มือข้างหนึ่งลูบหัวปลอบโยนเด็กน้อยที่กำลังตัวสั่นเทาเบาๆ ราวกับมิได้เห็นมารเฒ่าผู้ทรงพลังอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย "เจ้า... เจ้าเป็นผู้ใดกัน! กล้าดียังไงมาขัดขวางพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของพรรคอสูรโลหิตโลกันตร์!" นักพรตมารเฒ่าแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวอยู่แล้วยิ่งน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นไปอีก พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาจนแผ่นดินรอบด้านสั่นสะเทือน หลี่มู่เฉินมิได้หันกลับไปมองมัน เขาก้มลงกระซิบกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "ปิดตาลงเสีย เจ้าเด็กน้อย... หลับตาลง แล้วนับหนึ่งถึงสาม ลืมตาขึ้นมาโลกใบนี้จะงดงามกว่าเดิม" เด็กน้อยพยักหน้ารัวด้วยความหวาดกลัว ซุกหน้าเข้ากับอกเสื้อของหลี่มู่เฉินแล้วหลับตาปี๋ เมื่อนั้นเอง... หลี่มู่เฉินจึงค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับศัตรู รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งดั่งห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้ง "พรรคอสูรโลหิตโลกันตร์... ชื่อดูยิ่งใหญ่ดีนี่ น่าเสียดายที่ชื่อพวกนี้... มักจะอายุสั้นเสมอ" "สามห่าว! ตายเสียเถอะ!" นักพรตมารเฒ่าทนไม่ได้กับการถูกหยามเกียรติ มันสะบัดมือเรียก 'กระบี่กระดูกอสูร' เล่มมหึมาออกมา พลังปราณโลหิตพรั่งพรูดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาด พุ่งเข้าใส่หลี่มู่เฉินด้วยความเร็วราวยอดกระสุนปืนกล พร้อมฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวแหลมสูง รอบบริเวณนั้น ลมพายุหมุนขนาดย่อมก่อตัวขึ้น แรงกดดันจากกระบี่กระดูกอสูรทำเอาพื้นดินรอบตัวหลี่มู่เฉินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก ทว่า... ชายหนุ่มกลับยืนหยัดนิ่งสนิท ราวกับภูเขาไท่ซานที่ไม่มีวันสั่นคลอน ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่กระดูกกำลังจะพุ่งทะลวงร่างของเขา เซียนจื่อเวยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ยกมือขึ้นเรียบๆ ปราณเหมันต์สีฟ้าครามระเบิดออกรัศมีร้อยเมตร ในพริบตาเดียว—หยาดฝนที่โปรยปรายลงมาถูกแช่แข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้น ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับดวงดาวระยิบระยับ "ขยะแขยง..." เสียงหวานใสเยือกเย็นของจื่อเวยเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน *ฉับพลัน!* เกล็ดน้ำแข็งนับล้านชิ้นพุ่งเข้าประทุษร้ายสมุนมารรอบลานหมู่บ้านจนสิ้นลมหายใจในพริบตาเดียวโดยที่พวกมันยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ เหลือเพียงนักพรตมารเฒ่าผู้เป็นหัวหน้าที่เผชิญหน้ากับหลี่มู่เฉินโดยตรง และในวินาทีนั้นเอง... นิ้วมือเรียวยาวของหลี่มู่เฉินก็ดีดออกเบาๆ ไปในอากาศ *เปร้ง!* เพียงปลายนิ้วสัมผัส คลื่นกระบี่ไร้ลักษณ์ที่รวบรวมจากสัจธรรมแห่งเต๋าอันบริสุทธิ์ พุ่งทะลวงผ่านกระบี่กระดูกอสูรจนแตกละเอียดเป็นผุยผงในกระบวนท่าเดียว! ไม่เพียงเท่านั้น พลังปราณอันไร้เทียมทานยังพุ่งทะลวงผ่านกลางหน้าผากของนักพรตมารเฒ่าอย่างแม่นยำ ร่างของนักพรตมารเฒ่าแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เลือดสดๆ ไหลรินจากกลางหว่างคิ้ว ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำ แล้วปลิวหายไปกับสายลมยามราตรี ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซานอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเด็กน้อยในอ้อมแขน หลี่มู่เฉินถอนหายใจยาวเหยียด เขาวางเด็กน้อยลงบนพื้นอย่างทะนุถนอม พร้อมกับส่งกระแสจิตอ่อนโยนคลายความหวาดกลัวในจิตใจของเด็กน้อยให้หลับใหลไปอย่างเป็นสุข ก่อนจะหันไปสบตากับเซียนจื่อเวยที่เดินเข้ามาใกล้ "เรียบร้อยแล้วหรือ?" นางเอ่ยถาม พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดเช็ดละอองฝุ่นออกจากเรียวแขน "อืม เรียบร้อยดี" หลี่มู่เฉินตอบรับ ทว่า สีหน้าของเขากลับมิได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขากวาดมองไปยังค่ายกลโลหิตที่ยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยวพลังบางอย่างอยู่ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ซ่อนอยู่ใต้ดินลึก "ดูเหมือนว่า... เจ้าพวกนี้จะเป็นแค่ปลายแถวที่ถูกส่งมาล่อเสือออกจากถ้ำจริงๆ สินะ" หลี่มู่เฉินพึมพำเบาๆ ก่อนที่เซียนจื่อเวยจะทันได้เอ่ยถาม พื้นดินใต้ค่ายกลโลหิตก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม! รอยแยกสีดำสนิทเปิดอ้าออกราวกับปากของอสูรร้าย พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังขึ้นจากใต้พิภพ— *"ฮี่ๆๆๆ... ขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยทำลายค่ายกลชั้นนอกให้... ตอนนี้ 'เงาบรรพกาล' ได้ตื่นขึ้นแล้ว!"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%