เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 10

ศัตรูในเงามืดปรากฏตัว

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยวนอยู่บนปลายกระบี่สำริดโบราณ ในตำหนักเมฆาอัคคีซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านอาคมเก้าชั้น บรรยากาศยามวิกาลช่างเงียบงันจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างกลิ้งตัวหล่นจากชายคา ทว่าความเงียบงันนี้กลับมิได้สงบสุขอย่างที่ตาเห็น เบื้องหน้าโต๊ะศิลาหยกขาว ผู้อาวุโสใหญ่ ‘เทียนฮ่าว’ กำลังหรี่ตามองม้วนคัมภีร์โบราณในมือสลับกับร่างของหลี่มู่เฉินที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้จันทน์ด้วยท่าทีเกียจคร้าน "มู่เฉิน... เจ้าอายุเพิ่งเข้าสู่วัยปักปิ่นได้ไม่นาน เหตุใดค่ายกลสลายวิญญาณที่ศิษย์สายในใช้เวลาสามวันจึงจะทะลายได้ กลับถูกเจ้าสะบัดพัดเพียงคราเดียวจนแหลกสลายเป็นจุลเล่า?" น้ำเสียงของผู้อาวุโสเทียนฮ่าวแหบพร่าทว่าทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว มันคือแรงกดดันจากผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบ หากเป็นศิษย์ทั่วไปคงทรุดฮวบลงไปคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวแล้ว หลี่มู่เฉินเพียงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มักทำให้ผู้คนหมั่นไส้ได้เสมอ "ผู้อาวุโสเทียนฮ่าวถามราวกับไม่เคยเห็นคนฉลาด... หรือท่านคิดว่าข้าควรแกล้งโง่งม ง้องแง้งเหมือนพวกคุณชายตระกูลใหญ่ที่เอาแต่วิ่งฟ้องอาจารย์เมื่อพ่ายแพ้กระบวนท่าเล่า?" "สามหัน!" ผู้อาวุโสเทียนฮ่าวตบโต๊ะศิลาแตกละเอียดเป็นผุยผง พลังปราณสีชาดพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานตำหนักจนเกิดเสียงคำรามดั่งอสนีบาต "เจ้ามีความลับซ่อนอยู่ เจ้ามิใช่เพียงศิษย์สายรอดตายจากสำนักย่อยธรรมดา! วิชาตัวเบาที่เจ้าใช้เมื่อยามเช้า... นั่นคือ 'ย่างก้าวท่องนทีเก้าสวรรค์' ที่สูญหายไปนับหมื่นปีไม่ใช่หรือ!" ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก็ก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง เซียนจื่อเวยปรากฏกายขึ้นเคียงข้างมู่เฉิน ดวงตาคู่คมดั่งหงส์กวาดตามองผู้อาวุโสใหญ่ด้วยแววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี "ผู้อาวุโส... ท่านกำลังใช้อำนาจกดดันศิษย์น้องของข้าเกินไปแล้วกระมัง" สุ้มเสียงของนางราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทำให้ลมหายใจของผู้อาวุโสเทียนฮ่าวสะดุดกึกโดยไม่รู้ตัว จื่อเวยยื่นมือเรียวดดั่งหยกไปจับแขนเสื้อของมู่เฉินไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงความปกป้องอย่างโจ่งแจ้ง แม้นางจะเป็นองค์หญิงผู้เย็นชาต่อโลกหล้า แต่วินาทีนี้ นางกลับเลือกยืนอยู่ข้างบุรุษผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอกคนนี้อย่างไร้เงื่อนไข "จื่อเวย เจ้าอย่าได้หลงกลมัน! เด็กนี่มีเจตนาแอบแฝง เข้ามาในสำนักหิมะนิรันดร์ด้วยจุดประสงค์ใดไม่มีใครล่วงรู้!" เทียนฮ่าวคำรามด้วยความขัดเคือง มู่เฉินถอนหายใจยาวเหยียด เขาขยับตัวยืนตรง แววตาที่เคยเกียจคร้านเมื่อครู่กลับเปล่งประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก ความกดดันจากขอบเขตหลอมรวมวิญญาณของเทียนฮ่าวเมื่อปะทะกับจิตวิญญาณอดีตมหาเทพของมู่เฉิน กลับถูกสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตาเดียว "ผู้อาวุโส... โลกใบนี้น่ะกว้างใหญ่เกินกว่าที่กบในกะลาเช่นท่านจะจินตนาการได้ วิชาที่สูญหายอันใด หากข้าบอกว่ามันนอนรอให้ข้าไปเก็บตกริมทาง ท่านจะเชื่อหรือไม่เล่า?" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เยือกเย็นและกวนประสาทในคราวเดียวกัน ก่อนที่ผู้อาวุโสเทียนฮ่าวจะได้บันดาลโทสะซัดฝ่ามือใส่เด็กหนุ่ม ทันใดนั้น ท้องนิติมืดสนิทภายนอกตำหนักก็เกิดอสุนีบาตสีม่วงผ่าฟาดลงมากลางลานพิธี เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นสะเทือน เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและประกายสายฟ้า พร้อมกับกลิ่นอายมารอันชั่วร้ายที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศ "ฮ่าๆๆๆ... ไม่นึกเลยว่าสำนักหิมะนิรันดร์อันยิ่งใหญ่ จะมีผู้อาวุโสที่โง่งมถึงเพียงนี้ คอยระแวงเด็กน้อยผู้น้อยจนมองไม่เห็นภัยพิบัติที่แท้จริงกำลังคืบคลานเข้ามา!" เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นจากเงาร่างนั้น ผู้อาวุโสเทียนฮ่าวหน้าถอดสีทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่นอกเหนือการควบคุม "นั่นมัน... ค่ายกลสะท้านภพถูกทำลายแล้วงั้นรึ? เจ้าเป็นใครกัน!" มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังอันน่ากลัว เขากระซิบเบาๆ ข้างหูของเซียนจื่อเวยที่ยืนอยู่ชิดติดกัน "ระวังตัวด้วย... ตาแก่นี่ไม่ใช่คนของโลกนี้" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%