ความเงียบงันในหุบเขาอสูรโลหิตมิใช่ความสงบ หากแต่เป็นความตายที่กำลังสูดลมหายใจ
ประโยคเมื่อครู่ของหลี่มู่เฉินราสายัณห์ที่ถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางอก ไอปราณมืดสีนิลกาฬที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขาบิดเบี้ยวเป็นรูปเงาอสูรกาลนับพันตัว แผดเสียงโหยหวนก้องกังวานอยู่ในห้วงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน ทว่า ท่ามกลางม่านหมอกทมิฬที่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะพันปีกลับยืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม นางไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
เซียนจื่อเวย... องค์หญิงแห่งสำนักหิมะนิรันดร์
ดวงเนตรหงส์คู่นั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี ทว่าลึกซึ้งดั่งมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ปลายกระบี่ ‘เหมันต์สะท้านจันทร์’ ในมือของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามตัดกับความมืดมิดรอบกายอย่างชัดเจน นางปรายตามองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง ไอปราณเย็นเยียบแผ่ออกมาจากตัวนางจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นสู่พื้นดิน
"หลี่มู่เฉิน..." เสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกถึงกระดูกดำ "เจ้าคิดว่าคำพูดลอยๆ ที่ไร้หลักฐาน จะทำให้ข้าหันคมกระบี่ใส่สหายร่วมเป็นร่วมตายของตนเองเช่นนั้นหรือ?"
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกราบของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ความทรงจำเมื่อห้าพันปีก่อนไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยวฉากเลือด มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด ดาบที่แทงทะลวงหัวใจในวันนั้นยังคงหลงเหลือร่องรอยความเจ็บปวดในจิตวิญญาณ แม้กาลเวลาจะผันผ่าน เขากลับต้องมาเห็นสตรีที่โง่เขลาที่สุดในใต้หล้ากำลังเดินเข้าสู่หลุมพรางเดิมซ้ำสอง
"สหายร่วมเป็นร่วมตายงั้นหรือ?" มู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาสกิดพื้น ไอปราณมืดรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นอักขระเต๋าโบราณหมุนวนรอบกาย "จื่อเวย เจ้าใช้เวลาห้าพันปีในการบำเพ็ญเพียรจนบรรลุขอบเขตเซียนสวรรค์ แต่ดูเหมือนว่าสติปัญญาของเจ้าจะยังคงติดอยู่แค่ก้นบ่อโคลน"
"สามหาม!"
ฉับพลัน! เงาร่างด้านหลังของจื่อเวยพลุ่งพล่านด้วยพลังปราณกระบี่อันเกริกไกร กระบี่เหมันต์สะท้านจันทร์แผดเสียงก้องกังวาน มันพุ่งเข้าหาลำคอของหลี่มู่เฉินด้วยความเร็วราวดาวตก ทว่าความเร็วนั้นยังช้าเกินไปในสายตาของอดีตมหาเทพ
มู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ นิ้วมือเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายกขึ้นคีบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างแม่นยำราวดั่งปาฏิหาริย์ แรงกระแทกมหาศาลทำให้เกิดคลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ต้นไม้อายุหลายพันปีรอบบริเวณหักโค่นลงในพริบตา
ดวงตาของจื่อเวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดว่าวิถีกระบี่ของนางจะถูกหยุดยั้งด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วของเขา
"เจ้า... ขอบเขตพลังของเจ้าเวลานี้..."
"ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้มาเพื่อต่อสู้กับเจ้า" หลี่มู่เฉินกระซิบเบาๆ ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ประดุจดอกเหมันต์บนยอดเขาหิมะลอยปะทะนาสิกของเขา มันเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยและโหยหามาตลอดห้าพันปีที่ผ่านมา แม้ปากจะบอกว่านางโง่เขลา แต่นัยน์ตาคู่คมกลับฉายแววความห่วงใยที่ลึกล้ำเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า..." มู่เฉินค่อยๆ เลื่อนมือปล่อยคมกระบี่ของนาง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเบาๆ อักขระปราณมืดสีนิลกาฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แตกกระจายกลายเป็นภาพมายาแห่งอดีต
ภาพเหตุการณ์เมื่อห้าพันปีก่อนปรากฏขึ้นบนม่านฟ้า...
ร่างของเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่กำลังถูกรุมล้อม บุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมลายเมฆาวารี—คนเดียวกับที่ยืนอยู่เบื้องขวาของจื่อเวยในยามนี้—กำลังยกกระบี่แทงเข้าที่กลางหลังของมหาเทพอย่างเลือดเย็น พร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่สะท้อนความอำมหิต
จื่อเวยหันขวับไปมองภาพเบื้องบน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของนาง แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกชา แต่มือที่ถือกระบี่กลับสั่นเทาเล็กน้อย นางรู้จักบุรุษในภาพนั้นดี เขาคือ "เฟิงอวี่" ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ ผู้ที่คอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาตลอดช่วงเวลาที่นางบาดเจ็บจากการบำเพ็ญเพียร
"ไม่... เป็นไปไม่ได้..." จื่อเวยพึมพำ น้ำเสียงของนางขาดหายเป็นช่วงๆ
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในยุทธภพแห่งนี้ มีเพียงคนโง่ที่เอาหัวใจไปฝากไว้ผิดคน" มู่เฉินกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของเขาทอประกายคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก "คนผู้นั้นไม่ได้ต้องการปกป้องเจ้า แต่เขากำลังรอเวลา... รอให้พลังเซียนของเจ้าอ่อนแอลงจากการใช้เคล็ดวิชาเหมันต์สวรรค์ เพื่อที่เขาจะแย่งชิง 'แก่นแท้โลหิตเซียน' ในร่างของเจ้าไป!"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของหลี่มู่เฉิน บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นหนทึบและอึดอัดอย่างฉับพลัน
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง ไอปราณสีขาวบริสุทธิ์ที่ควรจะเป็นของสำนักหิมะนิรันดร์ กลับกลายเป็นสีดำสนิทพร้อมด้วยกลิ่นอายสังหารที่รุนแรงจนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าประทับใจจริงๆ มหาเทพผู้ตกอับ ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดกลับมาจากแดนสนธยาได้ แถมยังมีความสามารถในการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่นเก่งเสียด้วย!"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกทมิฬ บุรุษในชุดคลุมลายเมฆาวารี ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ในยามนี้กลับบิดเบี้ยวจนน่ากลัว ในมือของเขาถือป้ายคำสั่งหยกโบราณที่กำลังส่องแสงสีเลือดจ้า พลังกดดันระดับเซียนขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจนทำให้พื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นหลุมลึก
จื่อเวยหันไปมองบุรุษผู้นั้น ดวงตาของนางว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามปกติ
"เฟิงอวี่..." เสียงของจื่อเวยเอ่ยเรียกชื่อนั้นราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต "ที่เจ้าทำดีกับข้ามาตลอดห้าพันปี... เป็นเพราะสิ่งนี้สินะ?"
เฟิงอวี่แย้มยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน สายตาของเขาเหลือบมองหลี่มู่เฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะจ้องมองมาที่จื่อเวยด้วยแววตากระหายเลือด "องค์หญิง... ท่านฉลาดมาตลอด ทำไมถึงต้องมารับฟังคำลวงของมารร้ายตนนี้ด้วยเล่า? เอาเถอะ ในเมื่อความลับถูกเปิดเผยแล้ว วันนี้... ทั้งท่านและมันจะต้องสังเวยชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งหมด!"
สิ้นเสียงคำราม เฟิงอวี่สะบัดมือเรียกกระบี่วิเศษระดับนภาออกมา แสงสีโลหิตพุ่งทะยานขึ้นเสียดฟ้า พลังปราณมหาศาลกดทับร่างของทั้งสองคนจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าในวินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย หลี่มู่เฉินกลับก้าวขึ้นมาขวางหน้าจื่อเวยไว้ มือขวาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว
ดวงตาของมู่เฉินเปล่งประกายสีนิลกาฬวับวาว เขากระซิบเบื้องหลังสตรีที่ตนปกป้องด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งท้าทายสวรรค์
"ถอยไป... สตรีโง่ วันนี้ข้าจะแสดงให้เจ้าดูเองว่า การฆ่าเซียนทรยศ... เขาทำกันอย่างไร"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 6
ท่านเซียนสาวผู้เย็นชา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!