กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์พันปีในห้องโถงลับใต้ดิน หยดเลือดสีม่วงเข้มที่ร่วงหล่นลงบนพื้นหยกขาวส่งเสียง "ติ๋ง... ติ๋ง..." ดั่งนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของเซียนจื่อเวย
นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด สีหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ ไหล่บอบบางสั่นสะท้านเล็กน้อยภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ พิษเกล็ดมังกรทมิฬในร่างนางกำลังแผดเผาเส้นชีพจรปราณทีละนิ้ว บังคับให้ลมปราณย้อนกลับจนอวัยวะภายในแทบแหลกสลาย
แต่กระนั้น ดวงตาคู่คมปลาบดั่งกระบี่นิลกาฬของนางก็ยังคงทอประกายเย่อหยิ่งและดื้อรั้น ไม่ยอมปริปากร้องขอความเวทนาจากชายหนุ่มผู้ยืนกอดอกมองนางอยู่เบื้องหน้าแม้แต่ครึ่งคำ
"ดื้อด้านเสียจริง... ร่างกายท่านใกล้จะพังทลายเป็นผงธุลีอยู่รอมร่อแล้ว เหตุใดยังต้องฝืนแบกศักดิ์ศรีจอมเซียนเอาไว้ให้หนักหนาเล่า?"
หลี่มู่เฉินถอนหายใจออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความระอาแกแกมความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน เขาก้าวเข้าไปใกล้ รัศมีปราณเทพเจ้าโบราณที่แผ่ออกมาจากร่างกดดันบรรยากาศรอบตัวจนมิติสั่นไหวเล็กน้อย แต่มู่เฉินกลับควบคุมมันไว้อย่างประณีต ไม่ให้กระทบกระเทือนสตรีตรงหน้าแม้แต่น้อย
เซียนจื่อเวยช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดแต่มันวาวด้วยความถือดี นางแค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง
"หลี่มู่เฉิน... นี่เป็นเรื่องภายในสำนักหิมะนิรันดร์ของข้า เจ้า... ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยว"
"ไม่มีสิทธิ์?" มุมปากของมู่เฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ชวนให้หัวใจคนมองกระตุกวูบ "ในยุทธภพนี้ หากข้า 'หลี่มู่เฉิน' ผู้นี้ต้องการจะยุ่งเสียอย่าง ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ลงมาขวาง ข้าก็ยังกล้าคว่ำกระดานสวรรค์ แล้วนับประสาอะไรกับพิษเดรัจฉานในร่างของสตรีที่ข้า... เอิ่ม ที่ข้าเห็นว่ายังพอมีประโยชน์ในการเดินทางร่วมกันเล่า"
เกือบจะเผลอหลุดคำว่า 'สตรีในดวงใจ' ออกไป มู่เฉินรีบกลืนคำพูดนั้นลงคออย่างแนบเนียน เขาไม่ใช่พระเอกนิยายน้ำเน่าที่จะมาพะเน้าพะนอพรรณนาความรักพร่ำเพรื่อ แต่ทุกการกระทำของเขากลับเดิมพันด้วยชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องนาง
เขาไม่รอให้เซียนจื่อเวยได้เอ่ยปากปฏิเสธ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของมู่เฉินก็สะบัดออกเบาๆ อักขระโบราณสีทองนับพันตัวพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้ว หลอมรวมเป็นค่ายกลสะกดจิตวิญญาณล้อมรอบร่างของนางไว้ ทันใดนั้น เขาก็ก้าวประชิดตัว ใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างกดลงบนจุดชีพจรกลางแผ่นหลังของนางโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
"เจ้า... เจ้าจะทำอะไร!"
เซียนจื่อเวยตื่นตระหนก นางพยายามจะรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายเพื่อผลักเขาออก แต่สัมผัสจากฝ่ามือของมู่เฉินที่ถ่ายเทกระแสปราณอุ่นร้อนเข้ามากลับทำให้ร่างกายของนางอ่อนยวบลงทันที กระแสปราณหยางบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่อุดตัน ชำระล้างพิษร้ายราวกับน้ำค้างยามเช้าที่แผดเผาหิมะ
"หากไม่อยากตายอย่างไร้ค่าในซากปรักหักพังแห่งนี้ ก็จงหุบปากแล้วโคจรลมปราณตามวิถีที่ข้านำทางซะ"
เสียงกระซิบของมู่เฉินดังอยู่ข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อของนาง ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำให้เซียนจื่อเวยหัวใจเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ความเย็นชาที่นางสะสมมานับร้อยปีหลอมละลายหายไปสิ้นในอ้อมกอดนี้
นี่ไม่ใช่การรักษาธรรมดา... แต่มู่เฉินกำลังใช้ 'วิชาประสานหยินหยางบรรพกาล' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับที่สูญหายไปจากยุทธภพ การทำเช่นนี้หมายความว่า เขาต้องแบ่งพิษครึ่งหนึ่งเข้ามาสู่เส้นชีพจรของตนเอง!
ดวงตาของเซียนจื่อเวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางรีบเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่ตอนนี้เริ่มมีเหงื่อกาฬผุดซึม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดจากการแบกรับพิษแทน
"หลี่มู่เฉิน... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! พิษเกล็ดมังกรทมิฬนี้แม้แต่ปรมาจารย์ร้อยพิษยังต้องหวาดกลัว เหตุใดเจ้าจึง..."
"ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ชอบเห็นคนตายคามือ... โดยเฉพาะคนที่ข้ายังไม่ได้สะสางบัญชีแค้น" มู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แม้ริมฝีปากจะเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมาเช่นกัน "ถ้าเจ้าอยากให้ข้ารอด เจ้าก็ต้องร่วมมือกับข้า... นี่คือข้อแลกเปลี่ยน"
"ข้อแลกเปลี่ยนอะไรของเจ้า?" นางเค้นเสียงถามท่ามกลางความเจ็บปวดที่บรรเทาลง
"หลังจากเราขับพิษนี้ออกไปหมดแล้ว... เจ้าต้องยอมติดตามข้าไปยังหุบเขาอัสนีทมิฬเพื่อตามหา 'ผลไม้วิญญาณเก้าสวรรค์' โดยไม่มีข้อแม้... และที่สำคัญที่สุด" มู่เฉินก้มหน้าลงกระซิบชิดริมใบหูของนาง แววตาคมกริบฉายประกายเจ้าเล่ห์ "เจ้าต้องเลิกทำหน้าเย็นชาใส่ข้าได้แล้ว... ข้าไม่ชอบ"
เซียนจื่อเวยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากอิ่มสวยจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกในรอบสิบปีที่งดงามหยาดเยิ้มจนสรรพสิ่งรอบกายต้องหมองลง
"คนฉวยโอกาส..." นางพึมพำเบาๆ แต่กลับยอมหลับตาลงแต่โดยดี ปล่อยให้ลมปราณของเขาก和นางหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางกระแสพลังปราณที่ระเบิดออกรอบกายจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน
ทว่า ในวินาทีที่การถ่าย 100% กำลังจะสำเร็จเสร็จสิ้น ร่างของมู่เฉินก็ชะงักกึก สัมผัสจิตสัมผัสของมหาเทพที่หลับไหลอยู่ในตัวเขาพล anตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง
ที่ปากทางเข้าถ้ำลับ... มีเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่กำลังก้าวเข้ามา พร้อมกับจิตสังหารที่แหลมคมราきますดั่งใบมีดนับหมื่นเล่ม!
"หึ... ดูเหมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิดนะ" มู่เฉินลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีทองอร่ามเปล่งประกายอำมหิต แววตาของเทพเจ้าผู้เยือกเย็นกลับมาเยือนอีกครั้ง "ดูซิว่าสุนัขรับใช้ของตระกูลใด ที่กล้ามาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของพวกเรา"
กระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งเสียงครางฮือราวกับกระหายเลือด ขณะที่เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นความมืดเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศในถ้ำดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที—!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 7
ข้อแลกเปลี่ยนลับ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!