"หากเจ้ายังก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn การตัดสินใจของข้าในวันนี้คงมิใช่การไว้ชีวิต... แต่เป็นการส่งวิญญาณพวกเจ้ากลับคืนสู่ดิน"
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลจนผู้อาวุโสแห่งสำนักอัคคีผลาญสวรรค์ถึงกับชะงักฝ่าเท้าที่กำลังก้าวพรวดพราดเข้าหา ลมหายใจของทุกคนในลานประลองติดขัด ไอสังหารสีชาดแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนแม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นยังถูกตัดขาดเป็นจุลด้วยรัศมีปราณที่มองไม่เห็น
เซียนจื่อเวยยืนอยู่เบื้องหลังเขา ระยะห่างเพียงครึ่งก้าวแต่มั่นคงดั่งภูผา นางมิได้เอ่ยคำใด ดวงเนตรคู่งามที่มักเยียบเย็นต่อสรรพสิ่งทอดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้าด้วยประกายความอ่อนโยนที่ซ่อนเร้น นางรู้ดี... สำหรับหลี่มู่เฉินแล้ว การปกป้องนางมิใช่หน้าที่ แต่มันคือวิถีแห่งจิตวิญญาณที่แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจบิดเบือน
"หลี่มู่เฉิน! อย่าได้ลำพองใจนัก!" ผู้อาวุโสซ่งคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวยามเมื่อเห็นศิษย์รักนับสิบนอนจมกองเลือดอยู่เบื้องล่าง "วิชากระบี่ของเจ้าแม้แปลกประหลาด แต่คิดหรือว่าจะต้านทานค่ายกล 'เก้าสุริยันผลาญนภา' ของสำนักเราได้!"
สิ้นเสียงคำราม แสงสีทองเจิดจ้าก็พวยพุ่งขึ้นจากพื้นศิลา อักขระโบราณนับพันตัวลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ หลอมรวมกันเป็นรูปทรงกระบี่เพลิงขนาดยักษ์ที่แผ่ไอความร้อนระอุจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว แรงกดดันจากค่ายกลระดับบรรพกาลทำให้ผู้คนรอบลานประลองต้องถอยร่นออกไปไกลหลายลี้
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับเพียงแค่ปรายตามองมันราวกับกำลังพิจารณาดอกไม้ริมทาง
"ค่ายกลเก้าสุริยัน... บรรพบุรุษของพวกเจ้าคงอับEอายขายหน้าไม่น้อย หากรู้ว่ามันถูกนำมาใช้โดยคนไร้น้ำ1เช่นพวกเจ้า" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวسخرية ดวงตาคมกราบกวาดมองค่ายกลตรงหน้าด้วยความดูแคลน มือเรียวยาวดั่งหยกขาวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสด้ามกระบี่สนิมเขรอะที่เหน็บอยู่ข้างเอว
นั่นไม่ใช่กระบี่วิเศษ... มันเป็นเพียงเหล็กไร้ค่าเล่มหนึ่งที่เขาหยิบติดมือมาจากสำนักร้าง แต่วินาทีที่นิ้วเรียวสัมผัสถูกด้ามจับ บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไปราวกับฟ้าดินพลิกคว่ำ
*ฉับพลันนั้นเอง*
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ เสียงลมหายใจ เสียงหัวใจเต้น หรือแม้แต่เสียงกรีดร้องของสายลมราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของหลี่มู่เฉินที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงดั่งกลองศึก
"จำไว้..." หลี่มู่เฉินเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาเบาราวกับสายลม แต่กลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในรัศมีร้อยลี้ "...กระบี่ที่แท้จริง มิได้อยู่ที่ตัวคมดาบ แต่อ1ู่ที่เจตంట..."
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว
*เปรี้ยง!*
พื้นศิลาแกร่งใต้วิถีก้าวของเขาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงสะท้อนจากปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานขึ้นฟ้าผ่ากลางค่ายกลเก้าสุริยันในพริบตา อักขระโบราณที่เรืองแสงเจิดจ้าเมื่อครู่กลับดับวูบลงราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ
ผู้อาวุโสซ่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เลือดคำโตพุ่งทะลักออกจากปาก "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้ายังไม่ได้ชักกระบี่ด้วยซ้ำ!"
"ใครบอกว่าข้าต้องชักกระบี่?"
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นสะท้อนประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าดาราบนฟากฟ้า ร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเสมือนคมกระบี่อันไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต และไร้จุดเริ่มต้น นี่คือ 'วิชากระบี่ไร้ลักษณ์' ขั้นที่สาม—*กระบี่สะท้อนฟ้าดิน* ที่แม้แต่มหาเทพในอดีตยังต้องก้มหัวให้
เขายกมือขึ้นวาดออกไปเบาๆ กลางอากาศ
*วูบ—!*
ไม่มีเสียงหวีดหวิวของคมดาบ ไม่มีประกายไฟจากการปะทะ มีเพียงคลื่นระลอกคลื่นแห่งพลังปราณบริสุทธิ์ที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ท้องนภาที่เคยโปร่งใสพลันแยก2ออกเป็นสองส่วน เมฆหมอกหนาทึบบนยอดเขาถูกผ่าตัดด้วยเส้นตรงอันสมบูรณ์แบบ แรงกดดันมหาศาลจากวิชานี้กดทับจนผู้อาวุโสซ่งและเหล่าศิษย์สำนักอัคคีผลาญสวรรค์ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบราวกับจะแตกหัก
เซียนจื่อเวยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ในสายตาของนาง หลี่มู่เฉินในยามนี้มิใช่เพียงมนุษย์ผู้บำเพ็ญเพียรอีกต่อไป แต่เขาคือตัวแทนของกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ผู้ซึ่งสามารถพลิกผันชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งได้ด้วยการกวาดสายตาเพียงครั้งเดียว
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น กลับมีเสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากความมืดมิดของหุบเขาเบื้องล่าง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นสามครั้ง ท่ามกลางไอหมอกหนาที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา ร่างของสตรีในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าแพรโปร่งแสง ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชเชียบ นางก้าวเดินออกมาด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับเยือกเย็นและอันตรายยิ่งกว่าความตาย
"สมคำร่ำลือ... มหาเทพผู้ร่วงหล่น หลี่มู่เฉิน วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของท่านในวันนี้ ช่างงดงามจนทำให้ข้าเกือบจะลืมหายใจ" น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความเย้ายวนและจิตสังหารดังขึ้น
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตที่เคยสงบลงกลับพวยพุ่งขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยจากสตรีผู้นี้
"เจ้า..." หลี่มู่เฉินเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก "เหตุใดเงาโลหิตอย่างเจ้าจึงมาโผล่ที่นี่?"
สตรีชุดดำแย้มสรวลเบื้องหลังผ้าแพร นางก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงสามก้าว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้แม้แต่เซียนจื่อเวยยังต้องเปลี่ยนสีหน้า
"ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อสู้... แต่ข้ามาเพื่อบอกท่านว่า คนที่ท่านปกป้องอยู่ข้างกายในตอนนี้ คือผู้ที่แทงข้างหลังท่านในสงครามมหาเทพเมื่อห้าพันปีก่อน"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับข้า และโปรดติดตามบทต่อไปอย่างใกล้ชิดนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 5
กระบี่ไร้ลักษณ์ขยับกาย
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!