"ป้ายหยกประลองสำนักใน... สำหรับเศษสวะที่เพิ่งบรรลุขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นต้นเช่นเจ้า เกรงว่าจะใช้เพียงต่างหูประดับโลงศพจึงจะเหมาะสมกว่ากระมัง?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดั่งฝูงกาเหว่าดังระเบิดขึ้นบริเวณลานทดสอบยุทธภพชั้นนอก สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวซีดที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะลงทะเบียน หลี่มู่เฉินไม่ได้แสดงความโกรธเคืองแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายังคงหมุนป้ายไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าเล่นอย่างเชื่องช้า ในดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพของซือหม่าน—ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาอัคคีผลาญ ผู้กุมอำนาจการคัดเลือกในรอบนี้ ใบหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มหยันเหยียด ร่างกายแผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบือน
"ขอบพระคุณศิษย์พี่ซือหม่านที่กรุณาเป็นห่วงเรื่องโลงศพของข้า" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับเยือกเย็นดั่งสายน้ำจากหุบเขาหมื่นปี "ทว่าน่าเสียดายนัก... โลงศพที่ข้าเตรียมไว้ หาใช่ของข้าไม่ แต่เป็นของผู้ที่รiriรอนเส้นทางของผู้อื่นด้วยความเย่อหยิ่งต่างหาก"
สิ้นคำพูด บรรยากาศรอบลานประลองที่อึกทึกพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น เหล่าศิษย์สายในและสายรอดต่างสูดปากด้วยความตกตะลึง กล้าต่อปากต่อคำกับซือหม่าน ผู้ครองพลังหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงติดอันดับยอดฝีมือรุ่นเยาว์เช่นนี้ รนหาที่ตายชัดๆ!
ซือหม่านแค่นเสียงฮึดฮัด ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร "ปากกล้าดีนี่! หวังว่าเมื่ออยู่บนลานประลองกระบี่เหล็กนั่น กระดูกทั่วร่างของเจ้าจะยังแข็งกระด้างได้เท่ากับลิ้นของเจ้านะ มู่เฉิน"
ในมุมหนึ่งของลานประลอง ใต้ร่มเงาของต้นท้อพันปีที่โปรยกลีบสีชมพูเรื่อลงมาประดับพื้นศิลา ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มยืนสง่านิ่งราวกับรูปสลักหยก เซียนจื่อเวยกอดอกมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาเรียเฉย นางไม่ได้กล่าววาจาใดๆ ปล่อยให้ความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์แผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัว ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไร้ผู้สังเกต กลับบ่งบอกชัดเจนว่านางกำลังรอดูความสนุกที่บุรุษผู้นั้นกำลังจะสร้างขึ้น
"เชิญลงชื่อได้" ผู้คุมกฎชราผู้ทำหน้าที่ลงทะเบียนกล่าวขัดขึ้นด้วยความเบื่อหน่าย เขาโยนพู่กันขนหางม้าลงบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองมู่เฉิน
มู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ จับด้ามพู่กันด้วยความนุ่มนวล น้ำหมึกสีดำสนิทจรดลงบนกระดาษสาอย่างมั่นคง ทุกตวัดเส้นสายล้วนแฝงไว้ด้วยกระดูกลมปราณอันคมกริบ ราวกับเขากำลังสลักกระบี่ลงบนแผ่นฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่การเขียนชื่อ
*ตึ้ง!*
เสียงระฆังสำริดดังกังวานขึ้นสามครั้ง เป็นสัญญาณเปิดฉากการประลองคัดเลือกศิษย์ในอย่างเป็นทางการ มู่เฉินเก็บป้ายหยกเข้าอกเสื้ออย่างไม่รีเวลาร้อน ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลมยามบ่ายที่พัดพาเอาไอสังหารจางๆ เข้ามาปกคลุมลานประลอง
"การประลองคู่แรก! หลี่มู่เฉิน ปะทะ หานเทียน!"
เสียงประกาศก้องของผู้คุมกฎเรียกเสียงฮือฮาทันที หานเทียนคือศิษย์สายในอันดับที่แปด ผู้ใช้วิชากระบี่อัคคีคลั่ง ร่างกายกำยำล่ำสันก้าวขึ้นสู่ลานประลองหินแกรนิตด้วยฝעก้าวหนักหน่วง สองมือถือกระบี่ใหญ่ยาวสามเชียะที่ส3สวรพ่นเปลวไฟสีฟ้าออกมาเป็นระลอก
"เจ้าขยะ... ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรกเอง!" หานเทียนคำรามลั่น เงื้อกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของมู่เฉินทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว เปลวเพลิงแผดเผาอากาศจนเกิดเสียงดังหวีดหิว พลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นกลางระเบิดออกเต็มกำลัง
ท่ามกลางกระแสลมพิโรธและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำจนผู้คนต้องยกแขนขึ้นบังแสง หลี่มู่เฉินกลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน ศีรษะเอียงหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างเฉียดฉิว เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลม ปลายนิ้วมือขวายังคงแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่เหน็บไว้ข้างเอว
"ช้าไป..." มู่เฉินพึมพำเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบของคนรัก ทว่าดังก้องกังวานในโสตประสาทของหานเทียน
จังหวะนั้นเอง ดวงตาของมู่เฉินทอประกายแสงสีทองวับวาบ วิถีปราณเต๋าอันลึกล้ำไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรอย่างไร้ร่องรอย ร่างกายของเขาก้าวออกไปเพียงครึ่งก้าว—ครึ่งก้าวที่ดูเรียบง่ายแต่มหัศจรรย์ยิ่ง ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
*ฉับพลัน!*
ประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งพาดผ่านความมืดมิดของห้วงอากาศ มันมิได้เปี่ยมด้วยพลังทำ3ล้างที่รุนแรงป่าเถื่อน หากแต่มีความงดงามดั่งจันทร์เสี้ยวในคืนฤดูหนาวที่เฉียบคมและเด็ดขาด
หานเทียนเบิกตากว้าง ค้างติ่งค้างเติ่งอยู่ท่าเดิม ร่างกายหยุดชะงักกลางอากาศ กระบี่ใหญ่ในมือหลุดร่วงกระทบพื้นศิลาเสียงดังสนั่น ก่อนที่รอยขีดสีแดงบางเฉียบจะปรากฏขึ้นบริเวณลำคอของเขา และตามด้วยหยดเลือดสีชาดที่ไหลซึมออกมาอย่างช้าๆ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานประลองอีกครั้งอย่างน่ากลัว เหล่าผู้อาวุโสที่นั่งชมอยู่บนระเบียงสูงต่างลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกเขาแทบมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามู่เฉินชักกระบี่ออกจากฝักเมื่อใด!
เซียนจื่อเวยที่ยืนมองอยู่ห่างๆ เม้มริมฝีปากน้อยๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอย่างพึงพอใจ "วิชากระบี่ไร้ลักษณ์... พัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ ตาบ้า..."
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับชัยชนะอันน่าเหลือเชื่อ ท้องฟ้าเหนือลานประลองกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆฝนสีนิลม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดั่งคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร เสียงคำรามของอสุนีบาตดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขา
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาผ่าลงมาจากฟากฟ้า พุ่งตรงไปยังใจกลางลานประลองที่มู่เฉินยืนอยู่ พร้อมกับร่างปริศนาในชุดคลุมสีทองอร่ามที่ปรากฏตัวขึ้นกลางสายฟ้า ราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามจุติลงมาสู่โลกมนุษย์ บุคคลผู้นั้นแผ่รังสีพลังปราณระดับจิตวิญญาณสวรรค์กดทับทุกคนจนแทบทรุดลงคุกเข่า และเมื่อหมอกควันจางลง ปรากฏเป็นใบหน้าที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องหรี่ตาลงอย่างระมัดระวังเป็นครั้งแรก
"มู่เฉิน... เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงบังAญใช้ 'วิชานั้น' ในสำนักของเรา?" เสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังทองคำเอ่ยขึ้น พร้อมกับกระบี่ในมือของแขกไม่ได้รับเชิญที่ชี้ตรงมาที่หน้าอกของมู่เฉินโดยตรง...
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 4
การประลองคัดเลือกศิษย์ใน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!