เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 2

เคล็ดวิชาบรรพกาลในห้วงสมุทร

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยวนอยู่บนปลายกระบี่ เหล็กกล้าเล่มนั้นมิได้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หากแต่ร่ำร้องโหยหาการนองเลือดระลอกใหม่ หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงมองคราบสีชาดที่ค่อยๆ แห้งกรังบนคมกระบี่ โลกใบนี้ช่างน่าขันนัก ผู้คนต่างดิ้นรนไขว่คว้าความเป็นอมตะ เหยียบย่ำซากศพของกันและกันเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่สุดท้ายก็เป็นได้เพียงแค่หุ่นเชิดบนกระดานหมากรุกของกฎแห่งฟ้าดิน "เจ้ายังคงหมกมุ่นอยู่กับอดีตที่แม้แต่เงาของมันก็เลือนหายไปแล้วกระนั้นหรือ" เสียงหวานใสราวกับหยกกระทบกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของถ้ำผาเมฆาคล้อย เซียนจื่อเวยก้าวเท้าเข้ามาอย่างแผ่วเบา นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะแรกฤดู ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงจนหยดน้ำค้างบนผนังถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา ทว่ายามที่ดวงตาสีครามคู่สวยนั้นทอดมองบุรุษเบื้องหน้า ความเย็นชาทั้งปวงกลับมลายหายสิ้น เหลือไว้เพียงความห่วงใยลึกซึ้งที่นางพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งตามวิสัยขององค์หญิงแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ หลี่มู่เฉินมิได้หันกลับไปมอง นางคือสตรีเพียงคนเดียวในสามภพที่เขายอมลดทอนความเยือกเย็นลงให้ครึ่งหนึ่ง ปากรูปกระจับของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "ข้าเพียงแต่กำลังคิดว่า... โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ แต่กลับไม่มีที่ใดให้ข้าได้นอนหลับอย่างสงบเลยสักครา เจ้าว่าแปลกหรือไม่ จื่อเวย" "หากเจ้าปรารถนาความสงบ ไฉนจึงไม่ยอมวางกระบี่ลงเสีย" จื่อเวยก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวนางลอยปะทะนาสิก กลิ่นอายที่ทำให้จิตใจอันพายุคลั่งของมู่เฉินสงบลงได้อย่างน่าประหลาด นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกแตะลงบนบ่ากว้างของเขาเบาๆ "เจ้าก็รู้ว่าวิถีเซียนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การที่เจ้าปฏิเสธตำแหน่งมหาเทพเพื่อมาเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวเช่นนี้... มันคุ้มค่าแล้วหรือ" มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองออกไปเบื้องนอก ปราณกระบี่รอบกายหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น "ตำแหน่งมหาเทพอันใดกัน? มันก็เป็นเพียงกรงทองที่ขังวิญญาณให้เน่าเฟะอยู่ในกฎเกณฑ์อันน่าเบื่อหน่าย ข้า, หลี่มู่เฉิน ผู้นี้ ไม่เคยจำนนต่อลิขสิทธิ์สวรรค์ ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย กระบี่ในมือข้าก็จักผ่ามันออกเป็นสองเสี่ยง" น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่น่าเกรงขرام พลังกดดันระดับเทวะหลุดรอดออกมาวูบหนึ่งจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว จื่อเวยนิ่งงันไปครู่ใหญ่ นางรู้จักบุรุษผู้นี้ดีเกินกว่าจะกล่าวคำเกลี้ยกล่อมใดๆ หัวใจของเขาแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปราะบางยิ่งนักยามที่ต้องแบกรับชะตากรรมของคนนับล้านไว้บนบ่า "ถ้าเช่นนั้น... สิ่งนี้เล่า จะทำให้เจ้าเปลี่ยนใจได้บ้างหรือไม่" จื่อเวยพลิกฝ่ามือ ปรากฏจี้ห้อยคอเก่าคร่ำคร่าสีดำสนิท ลวดลายบนนั้นเลือนรางจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นรูปอันใด ทว่าทันทีที่มันปรากฏขึ้น ห้วงมิติรอบด้านก็พลันสั่นสะเทือน ปราณโบราณอันเก่าแก่และทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจนกดทับให้ลมหายใจสะดุด นี่คือจี้ห้อยคอที่นางบังเอิญพบในซากปรักหักพังแห่งแดนลับแลโบราณ หลี่มู่เฉินหันขวับมามอง นัยน์ตาหดแคบลงทันที สัญชาตญาณดิบของอดีตมหาเทพกรีดร้องเตือนภัย นี่ไม่ใช่สิ่งของธรรมดา เขายื่นมือออกไปรับจี้ห้อยคอชิ้นนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นผิวที่เย็นเยียบกระด้าง เลือดในกายของมู่เฉินก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ อักขระโบราณนับหมื่นตัวผุดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก มันคือความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ ข้อมูลมหาศาลทะลักเข้าสู่สมองจนขมับของเขาสั่นกระตุก "อึก..." มู่เฉินส่งเสียงครางต่ำในลำคอ ถอยหลังไปสองก้าว ร่างกายเซถลาเกือบทรุดลงกับพื้น หากแต่จื่อเวยไวเท่าความคิด นางพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ อ้อมกอดของนางหอมกรุ่นและเย็นเยียบ ทว่าอบอุ่นเหลือเกินสำหรับเขาในยามนี้ "มู่เฉิน! เกิดอะไรขึ้น?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด มู่เฉินยกมือขึ้นห้ามไม่ให้นางเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ เขากัดฟันแน่นจนมุมปากมีคราบเลือดไหลซึม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงระคนเหลือเชื่อ ภาพในหัวของเขากำลังหมุนเคว้ง อักขระบนจี้ห้อยคอเริ่มเปล่งแสงสีทองสว่างวาบทะลวงผ่านฝ่ามือของเขาเข้าไปในจุดตันเทียน นั่นไม่ใช่แค่จี้ห้อยคอ... แต่มันคือ "บันทึกสวรรค์บรรพกาล" เคล็ดวิชาต้องห้ามที่สูญหายไปก่อนยุคสร้างโลก! "ฮ่าๆๆ... ฮ่าๆๆๆ!" เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากของมู่เฉิน มันเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความสะใจ ดั่งคนเสียสติ แต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า จื่อเวยมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ นางสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังทะלוวทะลวงเข้าสู่ร่างของมู่เฉิน ระดับพลังปราณของเขากำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด จากขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ก้าวข้ามผ่านแดนเซียนปฐพี เซียนนภา และกำลังจะพุ่งชนกำแพงแห่งแดนเทพแท้จริงในลมหายใจเดียว! ทว่า... ในวินาทีที่พลังกำลังจะทะลวงถึงขีดสุด ท้องฟ้าภายนอกถ้ำผาเมฆากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ากำลังก่อตัวขึ้นเพื่อทำลายล้างผู้ที่กล้าฝืนลิขิต! แรงกดดันระดับทำลายล้างพุ่งทะลุผนังถ้ำเข้ามาจนหินผาร้าวระแหง จื่อเวยหน้าถอดสี นางรู้ทันทีว่านี่คือทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุทธภพ มู่เฉินค่อยๆ ยืนหยัดขึ้นเต็มความสูง เขาปาดคราบเลือดที่มุมปากออกด้วยหลังมือ ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนภาพสายฟ้าสีทองที่กำลังจะผ่าลงมา ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยออร่าสีทองอร่ามและปราณกระบี่ที่คมกล้าจนแม้แต่ความว่างเปล่ายยังต้องฉีกขาด เขากำจี้ห้อยคอในมือแน่นจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน และเอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวานท้าทายฟ้าดิน "อยากลองดีกับข้าอย่างนั้นหรือ... เช่นนั้นก็เข้ามา!" *ครืนนนนนนน—!* สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาผ่าทะลวงเพดานถ้ำลงมาตรงจุดที่เขายืนอยู่พอดี แสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนขาวโพลนไปหมด... --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กระบี่ไร้ลักษณ์" เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%