"ตายยากนักนะ เจ้าสวะหลี่มู่เฉิน!"
แรงกระแทกอันรุนแรงที่กลางแผ่นหลังทำเอาอวัยวะภายในคล้ายถูกบดขยี้เป็นจุล รสชาติคาวเลือดพวยพุ่งทะลักล้นริมฝีปากทันทีที่สติอันเลือนรางถูกกระชากให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดระดับกระดูกหักป่นปี้แล่นพล่านไปทั่วทุกเส้นประสาท แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด...
สำหรับ 'หลี่มู่เฉิน' อดีตมหาเทพผู้ครองบัลลังก์เซียนเก้าชั้นฟ้า ผู้ซึ่งเคยใช้กระบี่เดียวผ่าดาราดับสูญ การต้องมาสัมผัสกับความเจ็บปวดอันไร้ค่าของเนื้อหนังมังสาในร่างมนุษย์ปุถุชนเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันที่ชวนให้มุมปากกระตุกยิ้มเยาะหยัน
"ฮ่าๆๆๆ! มองหน้าข้าด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรวะ? คิดจะฟ้องผู้อาวุโสอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ใน 'ยอดเขาเมฆาคล้อย' แห่งนี้ กฎมีไว้สำหรับศิษย์สายในและผู้มีพรสวรรค์เช่นพวกข้า ส่วนศิษย์ปลายแถวไร้รากปราณอย่างเจ้า ก็เป็นได้แค่กระสอบทรายให้พวกข้าคลายเส้นเท่านั้นแหละ!"
เสียงหัวร่อต่อกระซิกด้วยความสะใจของชายฉกรรจ์สามคนดังระคายหู กลิ่นอายพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นต้นแผ่พุ่งออกมาจากร่างของพวกมัน แม้จะอ่อนด้อยราวกับมดปลวกในสายตาของอดีตมหาเทพ แต่ในยามนี้... ร่างกายที่มันสวมทับอยู่กลับอ่อนแอเสียจนแม้แต่ลมพัดผ่านก็ยังคล้ายจะแหลกสลาย
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากพื้นดินอันสกปรกโสมม ดวงตาคู่คมกริบที่เคยพินิจมองวัฏสงสารและมหาสมุทรดารา บัดนี้กลับฉายแววเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี กลิ่นอายความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่หลงเหลือจากก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณเทพ ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ตระกูลเว่ยถึงกับแข็งค้าง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานฝึกรกร้างในพริบตา
"นะ... นัยน์ตาของมัน..." ศิษย์รองผู้หนึ่งถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกราวกับถูกสัตว์อสูรบรรพกาลจ้องมองทะลุถึงวิญญาณทำให้แข้งขาของมันสั่นเทา ทั้งที่เมื่อครู่เจ้าสวะนี่เพิ่งจะถูกพวกมันซ้อมจนปางตายไปแล้วแท้ๆ!
"ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน! แกกล้าดียังไงมามองพวกข้าด้วยสายตาแบบนั้น!" เว่ยเทียนอี้ ผู้เป็นหัวโจกตบะพลังระดับก่อเกิดขั้นกลางรู้สึกเสียหน้าเป็น100เท่า มันแผดเสียงคำรามลั่น ยื่นมือคว้าคอเสื้อของหลี่มู่เฉินขึ้นมาหมายจะซัดหมัดซ้ำลงไปให้สาสม
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเว่ยเทียนอี้แตะโดนคอเสื้อนั้นเอง
โลกทั้งใบก็คล้ายหยุดนิ่ง
หลี่มู่เฉินไม่ได้ขัดขืน เขากลับปล่อยให้มันกระชากร่างขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวยาวเปื้อนคราบเลือดค่อยๆ ยกขึ้นเช็ดโลหิตที่มุมปากช้าๆ ท่วงท่าและกิริยาราบเรียบราวนับถือตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
"พวกเจ้า... รบกวนเวลาพักผ่อนของข้า"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดูเอื้อnเอ่ยออกมา คำพูดเรียบง่ายไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเกรี้ยว ทว่ากลับหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไท่ซานไว้บนบ่า
เว่ยเทียนอี้รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความรู้สึกประหลาดที่เรียกว่า 'ความตาย' คืบคลานเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจอย่างกะทันหัน แต่มันสะบัดศีรษะไล่ความหวาดกลัวนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความอัปยศอดสูที่ตีตื้นขึ้นมาจนหน้าดำหน้าแดง
"ตายเสียเถอะไอ้สภาวะปากดี!" หมัดเคลือบปราณธาตุไฟถูกชกตรงเข้าใส่ใบหน้าของหลี่มู่เฉินอย่างเต็มแรง หวังจะบดขยี้กะโหลกให้แหลกคามือ!
*ฉับพลัน!*
ท่ามกลางสายตาระส่ำระสายของคนทั้งสาม หลี่มู่เฉินมิได้หลบหลีก เขากลับเอียงศีรษะหลบวิถีหมัดไปเพียงครึ่งนิ้วอย่างเฉียดฉิว ฝ่ามือข้างที่เปื้อนคราบเลือดพุ่งออกไปดั่งสายฟ้าฟาด คว้าจับข้อมือของเว่ยเทียนอี้ไว้ได้อย่างแม่นยำราวนกอินทรีตะครุบเหยื่อ
*กร๊อบ!*
เสียงกระดูกข้อมือแหลกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนราดรดโสตประสาท เว่ยเทียนอี้เบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ พลังปราณก่อเกิดที่มันภาคภูมิใจนักหนากลับถูกบดขยี้สลายกลายเป็นอากาศธาตุด้วยการบีบเพียงครั้งเดียว!
"อ๊ากกกก! ขะ... แขนของข้า!"
"เสียงดังเกินไปแล้ว" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยสีหน้าเรียเฉย ดวงตาส่อแววรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจนเขาต้องรีบเร่งปรับลมปราณโคจรตามวิถี 'คัมภีร์บรรพกาลกลืนนภา' ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
เพียงแค่การหายใจเข้าออกครั้งเดียว... ปราณฟ้าดินรอบรัศมีร้อยลี้ก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เมฆหมอกบนยอดเขาเมฆาคล้อยหมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดยักษ์โดยไร้สัญญาณเตือน ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับโลหิต แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย!
ศิษย์สายในและผู้อาวุโสที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ทั่วทั้งสำนักต่างพากันกระอักเลือดออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะมีตบะสูงส่งเพียงใดก็ต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ!
นั่นคือพลังที่แท้จริงของอดีตมหาเทพผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอกผู้ยอมก้มหัวให้กฎสวรรค์!
หลี่มู่เฉินปรายตามองเศษสวะที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่แทบเท้า ก่อนจะก้าวเดินผ่านพวกมันไปราวกับธาตุอากาศ ร่างกายระเกะระกะไปด้วยคราบเลือดค่อยๆ ยืดตรงสง่างามขึ้นทีละน้อย
ทว่า... ในจังหวะที่เขาคาดว่าจะได้ปลีกวิเวกเพื่อฟื้นฟูพลังในเขตอาคมเงียบสงบนั้นเอง ห้วงมิติเบื้องหน้าก็บิดเบี้ยวเป็นรอยแยกสีดำสนิท!
กลิ่นอายความเย็นเยือกของน้ำแข็งหมื่นปีแผ่ซ่าน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยหลงฤดูโชยมาแตะนาสิก พร้อมกับร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาหลุดออกมาจากภาพวาด เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงสนธยา ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ที่ติทว่าเย็นชาไร้ความรู้สึกจนผู้คนไม่กล้าสบตา
นางคือ 'เซียนจื่อเวย' องค์หญิงแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ ผู้เป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าที่แม้แต่มหาเทพเช่นเขายังต้องยอมอ่อนข้อให้
ทว่า ในยามนี้ ดวงตางามล้ำที่เคยเย็นชาต่อโลกหล้า กลับแดงก่ำ หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หางตาอย่างน่าเวทนา
เซียนจื่อเวยพุ่งเข้าโอบกอดร่างของหลี่มู่เฉินไว้แน่นทันที อ้อมแขนเรียวสั่นเทานั้นราวกับหวาดกลัวว่าเขากำลังจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา สุ้มเสียงหวานล้ำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"ท่านพี่... ในที่สุด ข้าก็ตามหาท่านพบแล้ว... อย่าทิ้งข้าไปอีกเลยนะ..."
หลี่มู่เฉินผู้เยือกเย็นและปากแข็งมาตลอดชีวิต ร่างกายแข็งทื่อไปในทันที เขาก้มมองสตรีผู้สูงส่งที่ยอมทำลายกฎสวรรค์เพื่อตามหาตนจนถึงแดนมนุษย์อันต่ำต้อย ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นเงาดำนับหมื่นสายที่กำลังพุ่งทะยานข้ามมิติมาจากแดนเซียน... ทัณฑ์สวรรค์เก้าประการกำลังตามล่าพวกเขาทั้งสองคนมาถึงแล้ว!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่เส้นทางเซียนบทนี้ด้วยกันนะครับ — กระบี่ไร้ลักษณ์
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 1
ฟื้นชีพในร่างสวะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!