กลิ่นอายอับชื้นของสนิมดาบและคาวเลือดจางๆ ยังไม่ทันจางหายจากลานประลองตระกูลหลี่ ป้ายเทียบเชิญสีชาดทำจากหนังสัตว์อัคคีก็ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างไม่ไยดี เสียงลมหายใจของผู้อาวุโสสำนักวิหคเพลิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้ายังคงสะท้อนก้องในโสตประสาท
"มู่เฉิน... เจ้ากล้าพอที่จะรับคำท้าประลองนี้หรือไม่ หรือว่านามกระฉ่อนของเซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธสวรรค์ แท้จริงแล้วเป็นเพียงบุรุษขี้ขลาดตาขาวที่เก่งแต่ต่อปากต่อคำกับผู้อาวุโส!"
หลี่มู่เฉินมิได้แม้แต่จะชายตามองป้ายเทียบเชิญแผ่นนั้น นิ้วเรียวยาวราวหยกขาวของเขากำลังคีบถ้วยชาอุ่นที่ไอร้อนยังคงลอยกรุ่น เขารินน้ำชาลงในถ้วยใบเล็กอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้อาวุโสสำนักวิหคเพลิงเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไผ่
"ชาถ้วยนี้... รสชาติฝาดเกินไปนิด" มู่เฉินเอ่ยขึ้นเรียบๆ น้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบจนน่ากลัว "เช่นเดียวกับวาจาของเจ้า ไร้แก่นสาร เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง แต่กลับกลวงเปล่าราวกับกะลาคว่ำ"
"เจ้า!... สามห่าว!" ผู้อาวุโสสำนักวิหคเพลิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ ปราณเพลิงสีชาดทะลักทะลายออกจากร่างจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นความร้อน หากไม่ใช่เพราะกฎเหล็กแห่งสมาพันธ์เซียน ป่านนี้ฝ่ามือเพลิงผลาญสวรรค์คงซัดเข้ากลางหน้าอกของคนผู้นี้จนแหลกสลายเป็นจุลไปแล้ว
ทว่า หลี่มู่เฉินยังคงนั่งนิ่งสงบ ดั่งขุนเขาไท่ซานที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุคะนอง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝักมาเนิ่นนาน แววตาสะท้อนภาพเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนโดยปราศจากความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
"การประลองวิหคเพลิง... จัดขึ้นที่ยอดเขาอัคคีผลาญนภา ในอีกสามวันให้หลังสินะ" มู่เฉินกล่าวทวนคำ ปมุมปากหยักยิ้มเยาะเล็กน้อย "บอกเจ้าสำนักของพวกเจ้าเตรียมกระบี่และโลงศพไว้ให้พร้อม เพราะข้ามิใช่คนใจดีที่จะไว้ชีวิตสุนัขที่เห่าหอนเสียงดังหนวกหู"
สิ้นคำพูดนั้น แรงกดดันมหาศาลระดับบรรพจารย์ก็ระเบิดออกจากร่างของมู่เฉินโดยพลัน! มันไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดา หากแต่เป็น "จิตวิญญาณกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่ทรงอานุภาพจนทำให้ผู้อาวุโสสำนักวิหคเพลิงถึงกับถอยหลังกรูดไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เลือดลมตีกลับจนต้องกระอักโลหิตออกมาคำโต
"ดี... ดีมาก! เจ้าจงระวังหัวบนบ่าของเจ้าไว้ให้ดี!" ผู้อาวุโสสะบัดแขนเสื้อด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะทะยานร่างหายลับไปในราตรีกาล ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไหม้จางๆ และความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วเรือนพัก
"ท่านดูมือเติบเกินไปแล้วนะ มู่เฉิน"
เสียงใสราวกับระฆังแก้วดังขึ้นจากเงาดำเบื้องเสาเรือน ร่างระหงของเซียนจื่อเวยก้าวออกมาจากความมืด นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะในดินแดนนิรันดร์ กลิ่นอายความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนหยาดน้ำค้างบนใบไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลลึกซึ้งที่มักจะซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากไร้อารมณ์
มู่เฉินวางถ้วยชาลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว รอยยิ้มเย็นชาเมื่อครู่พลันมลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เขามีให้1เดียวในใต้หล้า
"หากข้าไม่รับคำท้า พวกมันก็จะตามรังควานไม่หยุดหย่อน การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เป็นวิถีที่รวดเร็วที่สุด" มู่เฉินกล่าวเสียงนุ่ม แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "อีกอย่าง... เจ้าก็รู้ว่าสำนักวิหคเพลิงเก็บ "ศิลาเพลิงดารา" เอาไว้ ซึ่งมันจำเป็นต่อการหลอมรวมแก่นปราณน้ำแข็งของเจ้า"
เซียนจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตางามคู่ลึกซึ้งไหววูบ นางเดินเข้ามาใกล้ นั่งลงตรงข้ามเขา มือเรียวดั่งลำหยกเอื้อมไปสัมผัสหลังมือของเขาเบาๆ ความเย็นจากร่างนางปะทะกับความอบอุ่นจากเขา เกิดเป็นไอน้ำบางเบาลอยขึ้น
"ท่านทำเพื่อข้าตลอด... แต่วิหคเพลิงมีค่ายกลร้อยอัคคีผลาญวิญญาณ เป็นกลยุทธ์ที่แม้แต่เซียนขั้นสูงยังต้องหวาดหวั่น ข้าไม่อยากให้ท่านเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อสิ่งของนอกกายเหล่านั้น" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ความห่วงใยที่เก็บงำมานานนับปีเอ่อล้นออกมาทางแววตา
มู่เฉินยกมืออีกข้างขึ้นกุมมือของนางไว้แน่นสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้ความเย็นชาในแววตานางละลายหายไปจนหมดสิ้น
"จื่อเวย... ตั้งแต่ข้าเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้เพื่อปกป้องเจ้า ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ข้าก็จะผ่ามันออกเป็นสองซีกด้วยกระบี่ในมือนี้" สายตาของมู่เฉินทอประกายเด็ดเดี่ยว ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความคลั่งรักแบบที่บุรุษอื่นในใต้หล้าไม่มีวันเทียบเทียม "ข้าไม่เคยกลัวความตาย... สิ่งเดียวที่ข้ากลัว คือการไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้าอีก"
ใบหน้าของเซียนจื่อเวยขึ้นสีแดงเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง นางก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก แม้ในยุทธภพนางจะเป็นเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี แต่ยามที่อยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นี้ กำแพงน้ำแข็งทั้งหมดกลับพังทลายลงอย่างง่ายดาย
"ท่านนี่นะ... ปากหวานเสียจริง" นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "เอาเถอะ ในเมื่อท่านตัดสินใจแล้ว ข้าจะติดตามท่านไปด้วย ในค่ายกลร้อยอัคคี เราจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน"
"ไม่ได้" มู่เฉินปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้น "การประลองนี้เป็นของข้า ผู้ใดก็อย่าหวังจะเข้ามาแทรกแซง เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่..."
ยังไม่ทันที่มู่เฉินจะกล่าวจบประโยค ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยโลหิต!
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าสีชาดคำรามก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งผืนฟ้า แรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากเบื้องบนทำให้เรือนพักไม้สั่นสะเทือนราวกับจะพังทลายลงมาในพริบตา มู่เฉินและเซียนจื่อเวยผุดลุกขึ้นพร้อมกัน สายตาดั่งเหยี่ยวพุ่งทะลุผนังเรือนออกไปมองท้องฟ้าเบื้องนอก
ใจกลางเมฆเพลิงที่กำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ร่างเงาปริศนาร่างหนึ่งกำลังลอยเด่นอยู่กลางอากาศ สวมชุดเกราะอัคคีโบราณที่ส่องประกายแสงเจิดจ้า มือถือทวนเพลิงยาวนับวา และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กลิ่นอายพลังของมันเหนือล้ำกว่าขอบเขตเซียนมนุษย์ไปไกลโข!
"ฮ่าๆๆๆ หลี่มู่เฉิน! ไม่ต้องรอถึงสามวันหรอก..." เสียงกึกก้องราวดังมาจากสรวงสวรรค์ดังขึ้น พร้อมกับร่างเงาบนฟ้าที่ก้มมองลงมาด้วยแววตาสสมเพชเวทนา "เพราะวันนี้... จะเป็นวันตายของเจ้า!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 20
การประลองกระบี่อัจฉริยะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!