เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 21

กวาดล้างผู้อาวุโสตาบอด

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“ผู้อาวุโสตาบอด… ท่านบอกว่ากระบี่ในมือข้าเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบทว่าก้องกังวานดั่งระฆังทองสำริดสะท้านสะเทือนทั่วทั้งลานพิธีประลองกระบี่เก้าสวรรค์ รัศมีกดดันระดับมหาเทพที่ถูกผนึกไว้ใต้ร่างอันสง่างามแผ่ซ่านออกเพียงหนึ่งส่วน สร้างความอึดอัดจนเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงนับร้อยชีวิตในที่นั้นแทบกระอักโลหิต ลมหายใจติดขัดดั่งถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น ฟ่านเฉิง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหุบเขากระบี่อัคคี ผู้มีดวงตาทั้งสองข้างขาวขุ่นและไร้แววตา แต่กลับใช้ ‘เนตรจิตวิญญาณ’ ในการมองทะลุปรุโปร่งสรรพสิ่ง ย่นหัวคิ้วเข้าหากันจนย่นเป็นชั้น เขากระตุกยิ้มเยาะหยันที่มุมปากอย่างไม่แยแส มือเหี่ยวย่นลูบไล้เคราแพะใต้คาง พลางแค่นเสียงฮึดฮัดออกมาทางจมูก “เด็กน้อย… เจ้าถือดีมาจากไหน ถึงกล้าอาจหาญต่อปากต่อคำกับข้า ผู้สำเร็จวิชาเนตรเพลิงสวรรค์มาสามร้อยปี? ข้าบอกว่าเจ้าไร้ค่า ก็คือไร้ค่า กระบี่ไม้ไผ่ผุพังเล่มนั้น ต่อให้เอาไปฟันศิลาขั้นปฐพีก็ยังไม่ร้าวราญ นับประสาอะไรกับการใช้มันเข้าร่วมชุมนุมเซียน? ไสหัวกลับไปเสียเถอะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน เจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะมาเหยียบย่าง ณ ที่แห่งนี้” เสียงหัวร่อเยาะเย้ยดังระงมขึ้นจากหมู่ศิษย์ตระกูลใหญ่ พวกเขาต่างมองหลี่มู่เฉินด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูสุนัขข้างถนนที่บังอาจเห่าหอนใส่ราชสีห์ เซียนจื่อเวยที่ยืนสงաբอยู่เบื้องหลังในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปราย ไม่ได้กล่าววาจาใด นางเพียงแต่ปรายตามองกลุ่มคนผู้โง่เขลาเหล่านั้นด้วยแววตาเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี มุมปากบางเฉียบยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน นางรู้ดีว่า ‘สิงโต’ ที่กำลังถูกฝูงสุนัขป่ารุมเห่าหอนอยู่นี้ มีอำนาจมากพอที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ด้วยการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว แต่มู่เฉินกลับเลือกที่จะเล่นสนุกกับพวกมดปลวกเหล่านี้เสียก่อน “ไร้ค่ารึ…” หลี่มู่เฉินทวนคำ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ช่างดูเยือกเย็นและอันตรายยิ่งนัก “คนตาบอดมักมองไม่เห็นแสงตะวัน ฉันใดก็ฉันนั้น คนใจบอดต่อให้มีตาทิพย์ ก็ย่อมมองไม่เห็นไท่ซาน(ขุนเขาไท่ซาน)” “สามหอง!” ฟ่านเฉิงตบโต๊ะศิลาข้างกายจนแตกละเอียดเป็นผุยผง พลังปราณสายอัคคีพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาดั่งเสาเพลิงคำรณ “ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้ข้าในฐานะผู้อาวุโส จะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับเหวเอง!” สิ้นเสียงคำราม ร่างชราของฟ่านเฉิงก็หายวับไปจากที่นั่ง พริบตาต่อมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลี่มู่เฉิน ดัชนีอัคคีผลาญวิญญาณพุ่งตรงเข้าจี้จุดชีพจรหัวใจของเด็กหนุ่มอย่างเหี้ยมโหด รวดเร็วและรุนแรงจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของผู้ชม หลี่มู่เฉินกลับมิได้ขยับเขยื้อnกายแม้แต่น้อย เขายืนไขว่ห้าง ปล่อยให้จิตสังหารอันร้อนแรงพุ่งเข้ามาใกล้จนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว *เปรี้ยง!* นิ้วดัชนีเพลิงปะทะเข้ากับหน้าอกของหลี่มู่เฉินโดยตรง แต่ทว่า… ไม่มีเสียงเนื้อฉีกขาด ไม่มีโลหิตไหลนอง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเสียงดังกังวานคล้ายเหล็กกล้ากระทบกัน ร่างของฟ่านเฉิงสะท้อนถอยหลังไปสามก้าว แขนข้างที่ใช้โจมตีชาด้านจนไร้ความรู้สึก ดวงตาที่ขาวขุ่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “เป็น… เป็นไปได้อย่างไร! กายาปราณคุ้มกันระดับนี้… เจ้าบรรลุขอบเขตเซียนแท้จริงแล้วหรือ?” “ขอบเขตเซียนแท้จริง?” หลี่มู่เฉินส่ายหน้าเบาๆ แววตาทอประกายเย้ยหยันล้ำลึก “ในสายตาของข้า ขอบเขตของเจ้าเป็นเพียงแค่เด็กทารกที่เพิ่งหัดเดินบนลานดินเท่านั้น ฟ่านเฉิง เจ้าบอกว่ากระบี่ของข้าเป็นเศษเหล็ก งั้นวันนี้ข้าจะใช้ ‘เศษเหล็ก’ เล่มนี้ตบหน้าเจ้าให้ฉ่าจนจำชื่อพ่อแม่ตัวเองไม่ได้ก็แล้วกัน” หลี่มู่เฉินยกกระบี่ไม้ไผ่ในมือขึ้นช้าๆ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น กลิ่นอายรอบกายก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับห้วงมิติทั้งใบถูกดึงดูดเข้าสู่คมกระบี่อันไร้รูปลักษณ์ พลังปราณบริสุทธิ์สีขาวนวลแผ่ขยายออกดั่งคลื่นมหาสมุทร กดทับร่างของฟ่านเฉิงจนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นศิลา เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ *เพี๊ยะ!* ไม่ใช่เสียงเหล็กกระทบกัน แต่เป็นเสียงฝ่ามือที่ฟาดกระทบใบหน้าอย่างรุนแรง ร่างของผู้อาวุโสใหญ่ฟ่านเฉิงหมุนคว้างกลางอากาศสามรอบก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ เลือดสดๆ พร้อมฟันสามซี่พุ่งกระเด็นออกมาท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคน “นี่คือตบแรก… ข้อหาปากพล่อยดูแคลนผู้อื่น” หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่กลับดังก้องบาดลึกถึงจิตวิญญาณของทุกคน “เจ้า… เจ้าเด็กสารเลว! ข้าจะฆ่า—” ฟ่านเฉิงคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง ลุกขึ้นพร้อมปลดปล่อยพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีจนเกิดเป็นพายุเพลิงหมุนวนรอบกาย *เพี๊ยะ!* ยังไม่ทันที่ประโยคจะจบลง ร่างของฟ่านเฉิงก็ถูกซัดกระเด็นไปอีกด้านหนึ่งอย่างไร้ทางสู้ รอยฝ่ามือสีแดงฉานประทับเด่นชัดบนแก้มอีกข้างจนบวมเป่งราวกับหัวหมู “นี่คือตบที่สอง… ข้อหาโง่เขลาเบาปัญญาแล้วยังอวดดี” ลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพื้น เหล่าผู้อزمةสำนักต่างๆ ที่เคยส่งเสียงดูแคลน ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แข้งขาอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ พวกเขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ชายหนุ่มรูปงามผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอกผู้นี้ ไม่ใช่ตัวละครประกอบที่พวกมันจะหยามเหยียดได้ตามอำเภอใจ แต่คือ ‘หายนะ’ ที่เดินได้ต่างหาก! เซียนจื่อเวยมองภาพเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบา นางก้าวเดินเข้าไปใกล้หลี่มู่เฉิน เอื้อมมือเรียวดุจหยกขาวมาจัดปกเสื้อให้เขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสอันอบอุ่นและกลิ่นหอมเย็นจางๆ ของนางทำให้พายุอารมณ์รอบกายของมู่เฉินสงบลงในพริบตา “มู่เฉิน… ท่านมือหนักเกินไปแล้ว เดี๋ยวฝ่ามือของท่านจะเปื้อนเลือดสุนัขพวกนี้เสียเปล่าๆ” น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นชาเอ่ยเย้าแหย่ มีเพียงนางเท่านั้นที่กล้าพูดจาเช่นนี้กับเขา “เจ้าพูดถูก จื่อเวย” หลี่มู่เฉินยิ้มรับ แววตาที่มองนางทอประกายอ่อนโยนจนคนรอบข้างต้องอิจฉาตาร้อน “เช่นนั้น… ที่เหลือคงต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของ ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ผู้นั้นแล้วกระมัง” สิ้นคำพูดของหลี่มู่เฉิน ท้องนฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสพล然มืดครึ้มลงในพริบตา สายฟ้าสีดำสนิทผ่าผ่าลงมากลางลานพิธีประลองอย่างรุนแรง พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพโบราณที่แผ่ซ่ายลงมาจากยอดเขาสูงสุดของแดนเซียน เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรสวรรค์ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยต้องหรี่ตาลงพร้อมกัน คือใบหน้าใต้ฮู้ดของบุคคลปริศนาผู้นั้น… กลับมีรูปร่างหน้าตาที่ถอดแบบมาจากหลี่มู่เฉินทุกประการ ราวกับส่องกระจกเงา! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%