“น้ำชาแก้วนี้... มินตราตั้งใจชงให้พี่ด้วยตัวเองเลยนะคะ รสชาติถูกปากบ้างไหมคะ?”
รินลดาวางถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพงลงบนจานรอง เสียงกระทบกันเบาๆ ของมันกลับดังก้องในความเงียบงันของห้องรับรองแขก เธอคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นจ้องมองใบหน้าของมินตราที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่กะพริบ มินตราในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนดูงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ทว่าใต้ดวงตาคู่นั้นกลับมีเงาความระแวงที่ปิดไม่มิด
มินตราหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบเพียงนิดเดียว แล้ววางลงพลางเลื่อนมือไปลูบไล้กำไลหยกที่ข้อมือ “พี่รินลดาทำเหมือนมินตราเป็นคนแปลกหน้าไปได้นะคะ เราก็พี่น้องกัน ทำไมต้องทำหน้าเหมือนกำลังมองนักโทษที่กำลังรอคำพิพากษาด้วยล่ะคะ?”
“เปล่าหรอกค่ะ” รินลดากล่าวเสียงเรียบเรื่อย เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายเกินเหตุ “แค่กำลังคิดว่า ความดีที่มินตรามีให้รินลดามาตลอดหลายปีนี้... จริงๆ แล้วมันคือความเอ็นดู หรือมันคือเศษอาหารที่เหลือจากโต๊ะเสวยของมินตรากันแน่คะ?”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา มินตราวางถ้วยชาลงอย่างแรงจนน้ำสีเหลืองทองกระฉอกออกมาเพียงเล็กน้อย เธอยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ แต่มือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะนั้นกลับกำชายผ้าแน่นจนขึ้นข้อ “พี่รินลดาพูดจาแปลกๆ นะคะ สงสัยช่วงนี้งานในบริษัทจะทำให้เครียดเกินไป มินตราว่าพี่ควรพักผ่อนบ้างนะคะ อย่าให้ความฟุ้งซ่านมาทำลายความสัมพันธ์ของเราเลย”
รินลดาโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงหัวเราะของเธอแผ่วเบาและแหบพร่า “ฟุ้งซ่านเหรอคะ? น่าแปลกนะคะที่คนฟุ้งซ่านอย่างรินลดา กลับบังเอิญไปเจอสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง... เล่มที่คุณแม่เก็บไว้ในตู้เซฟที่มินตราพยายามจะทำลายทิ้งน่ะค่ะ”
มินตราหน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง แม้จะเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับรินลดามันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
“พี่หมายความว่ายังไงคะ?” น้ำเสียงของมินตราเริ่มสั่นพร่า
“หมายความว่า... บาปกรรมไม่ได้มีตาหรอกค่ะ แต่มันมี 'ความทรงจำ'” รินลดาเว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของศัตรู “มินตราคิดจริงๆ หรือคะว่าความลับที่ฝังอยู่ใต้ดินเมื่อสิบปีก่อนจะไม่มีวันเน่าเปื่อย? มินตราไม่รู้สึกถึงกลิ่นของมันบ้างเลยเหรอคะ กลิ่นคาวเลือดที่คอยตามหลอกหลอนมินตราในทุกครั้งที่หลับตา”
มินตราลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มลงกับพื้น เสียงดังโครมครามเรียกให้บ่าวไพร่หน้าห้องชะงักฝีเท้า แต่ด้วยอำนาจมืดที่รินลดาแอบกางไว้ พวกเขาไม่มีใครกล้าเข้ามาขัดจังหวะ มินตราเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาประชิดตัวรินลดา นิ้วเรียวสวยจิกเข้าที่ไหล่ของหญิงสาวอย่างแรงจนรินลดาต้องนิ่วหน้า
“พี่รินลดา! อย่าล้ำเส้นให้มันมากนักนะคะ! พี่คิดว่าพี่เป็นใคร? คนที่ถูกเขี่ยทิ้งให้ไปเป็นตัวตลกในวงสังคมน่ะเหรอคะ? ถ้าพี่อยากตายเร็วๆ พี่ก็แค่บอกมินตรา มินตราจะสงเคราะห์ให้สมกับที่เคยรักพี่มากที่สุด!”
รินลดาไม่ได้ขัดขืน เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาจนมินตราต้องชะงักมือออก เธอเอื้อมมือไปจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของเธอในตอนนี้ทำให้มินตราดูเล็กลงไปถนัดตา
“มินตราคะ... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความตายหรอกค่ะ แต่มันคือการที่ต้องนั่งมองสิ่งที่ตัวเองรักค่อยๆ พังทลายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยต่างหาก” รินลดาโน้มหน้าไปกระซิบข้างหูหญิงสาว “คืนนี้... คุณหลวงธนาเขาเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษไว้ให้มินตรานะคะ เป็นของขวัญที่มินตราจะได้รู้ว่า... นรกที่มินตราเคยสร้างไว้ให้คนอื่น วันนี้มันมาเคาะประตูบ้านมินตราแล้วค่ะ”
มินตราตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัวที่ผสมปนเปกัน “อีรินลดา! แกอย่าได้ใจไปให้มากนัก...”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินเข้าห้องมินตราหยุดชะงักและหันขวับไปมองที่ประตู ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มของ ‘คุณหลวงธนา’ ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในมือของเขากลับถือแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
มินตราหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอถอยหลังกรูดไปจนชิดผนังห้อง “คุณ... คุณหลวง... คุณมาทำอะไรที่นี่?”
คุณหลวงธนาไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากลับเบนสายตาไปหาคำตอบจากรินลดา ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เปิดแฟ้มออกแล้ววางมันลงบนโต๊ะกลางห้อง เอกสารฉบับหนึ่งที่มีตราประทับของกรมตำรวจปรากฏเด่นหราอยู่บนสุด
“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะคุยเรื่องธุรกิจหรอกครับคุณมินตรา” เสียงของคุณหลวงธนาทุ้มลึกและเยือกเย็น “แต่ผมมาที่นี่เพื่อนำทางคนที่ทำความผิดให้ไปรับกรรม... โดยที่ผมไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่นิ้วเดียว”
รินลดายิ้มหวานให้กับใบหน้าอันตื่นตระหนกของมินตรา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มนั้นขึ้นมาเปิดดูหน้าสุดท้าย เป็นรูปถ่ายเก่าๆ ที่มินตราไม่เคยคิดว่าจะหลุดรอดออกมาได้... รูปถ่ายที่มินตรากำลังยืนถือมีดอาบเลือดเหนือร่างที่ไร้วิญญาณของใครบางคนในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสิบปีก่อน
มินตราเข่าอ่อนลงกับพื้น มือสั่นระริกพยายามจะคว้าแฟ้มนั้น แต่รินลดากลับดึงมันกลับอย่างรวดเร็ว
“เกมนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้นเองนะคะมินตรา” รินลดาจ้องมองคนที่เคยบงการชีวิตเธอด้วยสายตาที่สะใจ “เพราะของขวัญที่แท้จริง... ไม่ใช่เอกสารพวกนี้หรอกค่ะ แต่เป็นสิ่งที่กำลังรออยู่หน้าบ้านต่างหาก”
เสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันดังระงมขึ้นจากระยะไกล ตรงเข้าสู่คฤหาสน์ของมินตราอย่างรวดเร็ว มินตราเบิกตากว้าง หันไปมองที่หน้าต่างบานใหญ่ เห็นแสงไฟสีแดงน้ำเงินวูบวาบตัดกับความมืดมิดของยามราตรี
รินลดาเดินไปยืนข้างหน้าต่าง มองดูความวุ่นวายด้านล่างด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับมาพูดทิ้งท้ายกับมินตราที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้นว่า “เสียใจด้วยนะคะมินตรา... คืนนี้คงจะเป็นคืนสุดท้ายที่มินตราจะได้เห็นแสงจันทร์ในคฤหาสน์หลังนี้แล้วล่ะค่ะ เพราะห้องที่มินตราต้องไปอยู่หลังจากนี้... จะไม่มีแม้แต่ช่องหน้าต่างให้เห็นท้องฟ้าเลย”
มินตรากรีดร้องสุดเสียงด้วยความอาฆาตมาดร้าย แต่เสียงนั้นกลับกลืนหายไปกับเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ที่กำลังบุกพังประตูหน้าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
รินลดาสูดหายใจลึก ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากความพินาศที่เธอเฝ้ารอมาเนิ่นนาน โดยมีคุณหลวงธนายืนคอยกางปีกปกป้องอยู่เคียงข้าง... ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องรับรองก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นจังหวะที่น่าขนลุก มันไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ... แต่มันเป็นเสียงเคาะที่เธอคุ้นเคย... เป็นเสียงเคาะที่ควรจะหายไปจากโลกนี้พร้อมกับคนที่ตายไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดหักเหที่คาดไม่ถึงนี้กับมนตรากรรมสะท้อนนะคะ
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 26
บทที่ 26
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!