เสียงหัวเราะเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงกุหลาบของรินลดา ช่างบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังเสียจนมินตราต้องกำปลายเล็บเข้าหากลางฝ่ามือแน่น เนื้อผ้าลูกไม้ราคาแพงที่พี่สาวต่างสายเลือดสวมใส่ยับยู่ยี่ตามแรงอารมณ์ที่กำลังพยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเรียบร้อย
"ดูเหมือนกรรมที่พี่ก่อ... กำลังจะต้อนพี่เข้ามุมแล้วนะคะ พี่มินตรา"
คำพูดนั้นไม่ได้ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดหรือตะคอกตะקน ตรงกันข้าม... มันราบเรียบ นุ่มนวล และเยือกเย็นราวกับสายน้ำที่ไหลวนอยู่เหนือปากเหวลึก รินลดาขยับกายเข้าใกล้โต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตางอนงามช้อนขึ้นสบตากับพี่สาว ท่าทีไม่มีความหวาดหวั่นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงรอยยิ้มที่แต่งแต้มไว้มุมปาก—รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ รอยยิ้มหวานหยดที่แฝงพิษร้ายแรงไว้ทุกอณู
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจเริ่มสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว เอกสารทางบัญชีและสัญญาเงินกู้ที่ถูกกางออกบนโต๊ะเด่นหรา เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มินตราบากบั่นซุกซ่อนมานานแรมปี บัดนี้มันกลับมานอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าในสภาพที่ถูกเปิดโปงทุกตัวอักษร
"เธอ... เธอไปเอากระดาษพวกนี้มาจากไหน รินลดา" มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งมาที่น้องสาวต่างสายเลือด ราวกับอยากจะฉีกร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ "อย่าคิดนะว่าแค่กระดาษไม่กี่แผ่นปลอมๆ นี้ จะทำให้ฉันล้มลงได้ ฉันไม่ใช่เด็กสาวโง่ๆ คนเดิมที่เธอเคยจูงจมูกหรอกนะ!"
รินลดาเพียงเอטיยิ้มรับ ช้อนชาเงินบริสุทธิ์ในมือถูกคนลงบนถ้วยชาอุ่นๆ อย่างเชื่องช้า เสียงกระทบกันของโลหะก้องกังวานเบาๆ ในห้องทำงานที่เงียบสงบ บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
"กระดาษปลอมหรือคะ?" รินลดาเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่ารัก ทว่าแววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น "ลายมือลงนามตรงนี้... ตราประทับของบริษัทตระกูลวรโชติ และเส้นทางการเงินที่โอนเข้าบัญชีลับที่สويسเซอร์แลนด์... พี่มินตราคะ คนฉลาดอย่างพี่น่าจะรู้ดีที่สุดว่า กฎหมายไม่เคยปรานีคนที่ใช้รอยยิ้มหลอกลวงเพื่อฮุบสมบัติของคนอื่นหรอกนะคะ"
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "สวิตเซอร์แลนด์" สีหน้าของมินตราก็เปลี่ยนสีทันที เลือดในกายเย็นเฉียบจนปลายนิ้วชาดิก ความลับที่เธอคิดว่าปิดตายไว้ใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทร เหตุใดจึงหลุดรอดมาอยู่ในมือของเด็กผู้หญิงที่เธอเคยเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
มินตราพยายามแค่นเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก "คิดว่าหลักแค่นี้จะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ? ตำรวจ... หรือแม้แต่ศาล ก็ยังต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน และฉันนี่แหละที่จะเป็นคนฟ้องร้องกลับข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้ายป้ายสีเธอ!"
"เชิญเลยค่ะ..." รินลดาวางถ้วยแบล็กทีลงบนจานรองอย่างนิ่มนวล เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ส้นรองเท้าคัทชูหนังแท้กระทบกับพื้นปาร์เกต์เกิดเสียงก้องกังวานเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง "แต่ก่อนจะไปถึงศาล... พี่ลองหันไปมองที่หน้าต่างดูสิคะ ว่าตอนนี้มีแขกผู้มีเกียรติคนไหนมารอพบพี่อยู่ข้างล่างบ้าง"
คำพูดนั้นทำให้มินตราสะดุ้งสุดตัว เธอผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความร้อนรน รีบก้าวเท้าไปยังผ้าม่านกำมะหยี่สีทึบแล้วแง้มมองลงไปยังลานจอดรถด้านล่างของคฤหาสน์
ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หัวใจของมินตราร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม รถตำรวจสายตรวจสีขาวกาลกิณีจอดสนิทอยู่หน้าบันไดใหญ่ พร้อมด้วยร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทสากลเรียบร้อยที่เธอมองปราดเดียวก็จำได้แม่น—คุณหลวงธนา ผู้ชายที่เธอกลัวที่สุด และเป็นผู้ชายคนเดียวที่ถือครองหลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุดที่จะส่งเธอเข้าคุกตลอดชีวิต
"คุณธนา..." มินตราพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ร่างกายเซถอยหลังจนสะقิดกับขอบโต๊ะทำงาน "ไม่... เป็นไปไม่ได้ เขาควรจะอยู่ที่พระนครสิ ทำไมเขาถึง..."
"ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ร่วมมือกับฉันน่ะเหรอคะ?" รินลดาเดินเข้ามาประชิดด้านหลังของมินตรา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ลอยแตะจมูก ทว่าสำหรับมินตราแล้วมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นอายของความตาย "เพราะความโลภของพี่ไงคะ... ที่ทำให้พี่มองไม่เห็นว่า ใครกันแน่ที่ขุดหลุมพรางรอให้พี่ก้าวลงไปตั้งแต่แรก"
รินลดากระซิบชิดริมใบหูของพี่สาว น้ำเสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ แต่มันกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของมินตรา
"จำวันที่ฉันต้องกราบกรานขอความเห็นใจจากพี่บนกองเลือดของพ่อได้ไหมคะ? วันนี้... ถึงตาพี่บ้างแล้วนะคะ มินตรา"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่บานประตูไม้สักทองจะถูกผลักเปิดออกโดยแม่บ้านเก่าแก่ของบ้าน ร่างสูงสง่าของคุณหลวงธนาก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือ รอยยิ้มสุภาพแต่แฝงแววตาดุดันส่งตรงมายังมินตราที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังโต๊ะ
"อรุณสวัสดิ์ครับ คุณมินตรา..." คุณหลวงธนาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มันกลับเยือกเย็นเสียจนมินตราแทบอยากจะหยุดหายใจ "ดูเหมือนว่าการเดินทางไกลไปรับโทษของคุณ... จะเริ่มต้นเร็วกว่าที่คิดไว้นะครับ"
มินตราหันรีหันขวางอย่างคนจนตรอก สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาทางหนทีไล่ ทว่าไม่มีช่องว่างให้ออกไปได้เลย ประตูถูกปิดตาย หน้าต่างถูกปิดกั้นด้วยกฎหมายและอำนาจมืดที่คุณหลวงธนากุมไว้ในมือ เธอกำลังถูกต้อนจนมุมอย่างแท้จริง ไม่มีทางหนี ไม่มีทางรอด และไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกต่อไป
รินลดายืนมองภาพพี่สาวที่เคยหยิ่งผยองกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาด้วยความสะใจลึกๆ ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มกว้างขึ้นอย่างงดงาม เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะอันหอมหวานของการรอคอย
ทว่า ในวินาทีที่คุณหลวงธนาก้าวเข้าไปใกล้เพื่อแสดงหมายศาลและคำสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กองเอกสารของมินตรา—กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาอย่างประหลาด ลายมือของบุคคลที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน!
หัวใจของรินลดาหล่นวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที เมื่อเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นจากมุมมืดหลังประตูห้องทำงาน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังขึ้นเบาๆ
"คิดว่าจัดการลูกสาวฉันหมดแล้วสินะ... นังเด็กโง่"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับเกมแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"มนตรากรรมสะท้อน"
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 25
บทที่ 25
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!