รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 42

บทที่ 42

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของชาดอกอัญชันผสมมะนาวที่เปลี่ยนจากสีฟ้าครามเป็นสีม่วงเข้มทันทีเมื่อหยดน้ำมะนาวลงไป ช่างเป็นภาพอุปมาที่รินลดาชื่นชอบเสียเหลือเกิน... ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนเปลี่ยนสีได้ หากเรารู้จักวิธีปรุงแต่งมันให้ถูกจังหวะ รอยยิ้มประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสีระเรื่ออย่างพอเหมาะพอดี ไม่กว้างเกินไปจนดูเสแสร้ง และไม่แคบเกินไปจนดูเย็นชา ดวงตาคู่คมกวาดมองแผ่นกระดาษเอกสารสิทธิ์ที่วางอยู่เบื้องหน้า บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวเดิมในห้องทำงานของคุณพ่อ—ที่บัดนี้ กลายเป็นบัลลังก์ชั่วคราวของคนที่คิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า "พี่ดีใจเหลือเกินนะจ๊ะริน ที่น้องรินยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ แบบนี้" เสียงหวานหยดย้อยราวกับเคลือบน้ำผึ้งรวงของมินตราดังขึ้น พร้อมกับเรียวมือขาวผ่องที่เอื้อมมาหมายจะกุมมือของเธอไว้ แต่มันช้ากว่ารินลดาเพียงเสี้ยววินาที... รินลดาเพียงแค่ขยับตัวหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ราวกับไม่ตั้งใจ ปล่อยให้มือของมินตราคว้างAir ไปในอากาศอย่างน่าขัน ดวงตาของมินตราไหววูบไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่สาวต่างสายเลือดกระตุกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับเปลี่ยนให้กลับมาเป็นภาพลักษณ์ของ 'พี่สาวผู้แสนดี' ได้อย่างรวดเร็ว "ค่ะ... รินเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายเสมอ ถ้ารู้ว่าอะไรสมควรเป็นของใคร" รินลดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป "ทรัพย์สินเหล่านี้ แม้คุณพ่อจะเคยยกให้รินด้วยความเสน่หา แต่ถ้ารักษาไว้แล้วทำให้คนบางคน... นอนไม่หลับกระ조กกระส่าย รินก็ยินดีที่จะคืนความสงบสุขให้นะคะ" คำพูดที่ดูเหมือนจะอ่อนข้อนั้น แฝงไว้ด้วยเข็มพิษที่ทิ่มแทงลึกลงไปในความรู้สึกของคนฟัง มินตราขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อบริเวณกรามกระตุก แม้รอยยิ้มจะยังประดับอยู่บนหน้า ทว่าแววตาที่มองรินลดานั้นเต็มไปด้วยความริษยาและเคียดแค้นที่พยายามกด *นังเด็กนี่... มันรู้ทัน หรือมันแค่แกล้งโง่กันแน่?* มินตราคิดในใจ พลางเลื่อนเอกสารสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ฉบับสุดท้ายเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น ปากกาหมึกซึมด้ามหรูถูกส่งไปตรงหน้า "ถ้าอย่างนั้น... รบกวนน้องรินเซ็นชื่อตรงนี้นะจ๊ะ ทุกอย่างจะได้จบลงด้วยดี เราจะได้กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม" รักกันอย่างนั้นหรือคะ? ช่างเป็นคำพูดที่น่าขันเสียจนรินลดาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ในอดีต... รินลดาผู้โง่เขลาคนนั้น เคยเชื่อสนิทใจในรอยยิ้มและคราบน้ำตาจอมปลอมของมินตรา จนต้องแลกมาด้วยลมหายใจของมารดา และอนาคตที่ถูกทำลายย่อยยับ แต่ในชาตินี้... ทุกหยดน้ำตาที่เธอเสียไป จะต้องถูกชำระด้วยเลือดและความพินาศของผู้หญิงตรงหน้าทีละน้อย รินลดารับปากกามาถือไว้ปลายนิ้ว เธอบรรจงหมุนปลอกปากกาออกอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการยืดเวลาให้มินตราได้เสพความสุขบนความโลภของตนเองให้เต็มอิ่ม บรรยากาศภายในห้องเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดิน "พี่มินตราคะ..." จู่ๆ รินลดาก็เอ่ยขึ้น ทำเอามินตราที่กำลังจ้องมองปลายปากกาด้วยความกระหายถึงกับสะดุ้ง "คะ... ว่ายังไงจ๊ะน้องริน" "รินสงสัยมานานแล้วค่ะ..." ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองหน้าพี่สาว นัยน์ตาสุกใสไร้เดียงสาดั่งกวางน้อย แต่กลับลึกล้ำจนมินตราไม่กล้าสบตาตรงๆ "ว่ากลิ่นหอมของดอกราตรีสวรรค์ที่พี่มินตรามักจะใช้จุดในห้องคุณแม่... ก่อนหน้าที่ท่านจะล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน มันเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่อยู่ในห้องปรุงยาของหมอพื้นบ้านคนนั้น... ใช่หรือเปล่าคะ?" ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่ากลางห้องทำงานอันเงียบสงบ สีหน้าของมินตราถอดสีลงทันทีจนซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมอย่างห้ามไม่อยู่ มือที่วางอยู่บนตักจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ "ริน... น้องพูดเรื่องอะไร พี่ไม่เห็นจะเข้าใจ! อย่ามาพูดจาเลอะเลือนแถวนี้ !" มินตราเสียงสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ภาพลักษณ์พี่สาวผู้ใจดีหลุดลุ่ยไม่เป็นท่า "รินก็แค่สงสัยเฉยๆ ค่ะ... พี่มินตราร้อนตัวไปทำไมหรือคะ?" รินลดาเอียงคอถามด้วยรอยยิ้มหวานหยด รอยยิ้มที่สวยงามแต่กลับทำให้มินต้ารู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง "คนเรานะคะ... ทำอะไรไว้ ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีที่สุด ฟ้าดินอาจจะตาบอดได้ แต่ 'กฏแห่งกรรม' ไม่เคยปล่อยให้ใครเดินลอยนวลหรอกค่ะ" ก่อนที่มินตราจะได้ตวาดแว้ดออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความ ริษยาและหวาดกลัวที่ตีรวนขึ้นมาในอก เสียงเคาะประตูก็ Dัฃขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ และไม่ต้องรอให้อณุญาต ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของใครบางคน ร่างสูงสง่าของคุณหลวงธนาในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความน่าเกรงขามและอำนาจมืดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันคมคายกวาดมองบรรยากาศตึงเครียดภายในห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รินลดา ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆ ให้รินลดา—รอยยิ้มที่เป็นความลับระหว่างเขากับเธอ—ก่อนจะหันไปสบตากับมินตราที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ "ดูเหมือนว่า... ผมจะมาขัดจังหวะการเซ็นสัญญาสำคัญสินะครับคุณมินตรา" คุณหลวงธนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังกดดันจนมินตราพูดไม่ออก "แต่เกรงว่า... เอกสารชุดนั้น คงจะยังใช้การไม่ได้ในตอนนี้หรอกครับ เพราะทนายความส่วนตัวของผม เพิ่งยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออายัดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลคุณไว้เรียบร้อยแล้ว... จากหลักฐานชิ้นใหม่ที่เพิ่งค้นพบ" มินตราเบิกตากว้าง หูอื้อตาลายจนแทบยืนไม่อยู่ ร่างบางเซถลาไปพิงขอบโต๊ะ เอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้นกระจายเกลื่อน รินลดาลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสخบของพี่สาวต่างสายเลือดโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ยินดีต้อนรับสู่นรกขุมแรกนะคะ... พี่สาวคนเก่ง" เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูห้องทำงานอีกด้านที่เชื่อมกับระเบียงด้านนอกก็ถูกกระชากเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาร่างหนึ่งที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝน... และใบหน้าที่มินตราคิดว่าตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน! "แม่... แม่ยังไม่ตาย?!" มินตรากรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความขวัญผะหนอง ขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางแก้แค้นไปกับรินลดาในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%