รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 43

บทที่ 43

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
คราบน้ำตาบนใบหน้าของมินตราแห้งผากลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าความหวาดกลัวเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงสายตาคนรอบข้าง เปลือกตาสีมุกกะพริบถี่เพื่อปรับรับกับแสงสว่างภายในห้องรับรองพิเศษ ทว่าหัวใจของเธอกลับเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะกระชั้นชิด "แม่... แม่ยังไม่ตาย?!" มินตรากรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความขวัญผะหนอง เสียงนั้นแหลมสูงจนเกือบEแก้วหูของผู้ที่ได้ยิน ร่างระหงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมเนื้อหนาอย่างหมดท่า สองมือจิกทึ้งลงบนผืนผ้าจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองเงาร่างที่ค่อยๆ ก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาอย่างเชื่องช้า รินลดายังคงยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้สักทอง รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนเรียวปากสีระเรื่อ ราวกับดอกไม้พิษที่กำลังแย้มกลีบรับหยาดน้ำค้างยามราตรี ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววความสะใจล่ำลึก แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นจนน่าขนลุก เธอไม่ได้ขยับตัวเข้าไปประคองพี่สาวต่างสายเลือดแม้แต่น้อย ปล่อยให้มินตราจมอยู่กับความหวาดกลัวที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาตลอดหลายปี "ตกใจอะไรหรือคะพี่มินตรา..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ รินลดาจงใจลากเสียงยาวเล็กน้อยเพื่อสร้างความกดดัน "คนเรา... ถ้ายังไม่ถึงฆาต ต่อให้ตกลงไปในขุมนรก หรือถูกฝังไว้ใต้ดินลึกสักแค่ไหน ก็ย่อมมีหนทางปีนปายกลับมาทวงคืนความยุติธรรมได้เสมอไม่ใช่หรือคะ" ร่างของหญิงสูงวัยผู้ก้าวเข้ามาใหม่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าแสงสว่าง ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกความมืดทาบทับ ทว่ารอยแผลเป็นขนาดใหญ่บริเวณกกหูข้างขวา และแววตาคู่คมกริบที่เคยคุ้นชิน ทำให้มินตราจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด นางคือคุณหญิงรัชนี... มารดาผู้ให้กำเนิดที่เธอกับบิดาร่วมกันวางแผนกำจัดและส่งศพลงหลุมศพไร้ชื่อไปเมื่อสามปีก่อน! "แม่... แม่เจ้าขา..." มินตราพยายามคลานถอยหลัง ก้นกระแทกพื้นถอยหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือราคาแพง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา น้ำลายสอที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว "นี่มัน... เรื่องอะไรกัน ทำไม... ทำไมแม่ถึง..." "ทำไมฉันถึงยังไม่ตายใช่ไหม" คุณหญิงรัชนีเอ่ยทวนคำ เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจดังก้องไปทั่วห้อง ก้าวย่างของนางมั่นคงและสง่างาม ไม่เหลือเค้าลางของหญิงป่วยใกล้ตายแม้แต่น้อย มือเหี่ยวย่นตามวัยยื่นออกไปรับผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดจากมือของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เดินตามหลังมา คุณหลวงธนานั่นเอง... ชายผู้กุมความลับทั้งหมด และเป็นคนที่มินตราเคยคิดว่าซื้อตัวไว้ด้วยอำนาจและเงินตราได้เบ็ดเสร็จ รินลดาปรายตามองภาพตรงนั้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจ เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ลิ้มรสความขมปร่าที่แฝงความหอมละมุน ราวกับกำลังชมการแสดงละครเวทีชุดใหญ่ที่เธอเป็นผู้กำกับบทบาทด้วยตนเองทุกกระบวนท่า "แปลกใจมากหรือครับคุณมินตรา" คุณหลวงธนากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตากลับคมปลาบ เยียบเย็นเสียจนมินตราต้องสะท้านเฮือก ชายหนุ่มก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างคุณหญิงรัชนี ราวกับลูกชายที่คอยปกป้องมารดา "เงินทองและอำนาจที่คุณใช้ซื้อความภักดีจากผม มันช่างหอมหวานเสียจริง จนผมเกือบจะเคลิบเคลิฟ... น่าเสียดาย ที่ความโลภของคุณมันดันโง่เขลาเกินกว่าจะมองออกว่า ของปลอม ย่อมไม่มีวันแทนที่ของจริงได้" มินตราหันขวับไปมองหน้าคุณหลวงธนา สติสตางค์ของเธอหลุดลอยไปไกลลิบ สมองตื้อตันจนคิดหาคำแก้ตัวใดๆไม่ออก ความจริงเริ่มประเด็ตก่อตัวขึ้นในหัวทีละน้อย ภาพทุกภาพที่เธอเคยคิดว่าตนเองเป็นผู้บงการ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกต้อนเข้ามาในกรงขังที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีตโดยสองสาวต่างวัย... แม่และน้องสาวที่เธอกดขี่ข่มเหงมาตลอดชีวิต "พวกแก... พวกแกหลอกฉัน!" มินตราแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเคียดแค้น ดวงตาแดงก่ำเส้นเลือดฝอยปูดโปนจนน่ากลัว สัญชาตญาณดิบของความเป็นผู้ล่าถูกกระตุ้นขึ้น เธอลุกพรวดขึ้นยืน เซไปเซอะคว้าแจกันโบราณราคาแพงบนโต๊ะข้างตัว หมายจะพุ่งเข้าใส่ร่างของรินลดาที่นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ ทว่า... รินลดาไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัว ปฏิกิริยาของเธอนิ่งสนิท ราวกับคาดเดาทุกย่างก้าวนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพล้ง! เสียงแจกันกระเบื้องเคลือบแตกกระจายละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อคุณหลวงธนาพุ่งเข้ามาปัดป้องและเตะตัดขามินตราจนล้มคว่ำลงไปนอนแผ่หลาอยู่กับพื้นอีกครั้ง แรงกระแทกทำให้ข้อศอกของมินตราครูดกับเศษกระเบื้องจนเลือดสีแดงสดซึมไหลออกมาอาบผิวขาวเนียน แต่ความเจ็บทางกายยังเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดร้าวรานในอกที่กำลังแหลกสลาย คุณหญิงรัชนีก้าวเข้าไปยืนค้ำหัวบุตรสาวอกตัญญู ก้มลงมองร่างที่สั่นเทาด้วยสายตาสมเพชเวทนา "สามปีที่แกเสวยสุขบนกองเลือดของฉันและน้อง แกคงคิดสินะว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมที่สุดในแผ่นดินนี้" คุณหญิงรัชนีเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ "แต่แกคงลืมไปว่า... งูพิษต่อให้ลอกคราบเปลี่ยนผิวใหม่สักกี่ครั้ง มันก็ยังคงเป็นงูพิษที่วันยังค่ำ ยิ่งแกพยายามฉกกัดคนอื่นมากเท่าไหร่ พิษนั้นก็จะไหลย้อนกลับมาเผาผลาญหัวใจของแกเอง" รินลดาวางถ้วยมาลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ ชวนให้ใจหายวาบ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างระหงก้าวเข้าไปหามินตราที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย รินลดาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของพี่สาว น้ำเสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามราตรี แต่มันชัดเจนทุกถ้อยคำในโสตประสาท "จำได้ไหมคะพี่... วันที่พี่ผลักฉันตกบันได แล้วยืนมองฉันร้องขอความช่วยเหลือด้วยรอยยิ้มแบบไหน วันนี้... ฉันแค่อยfากจะคืนกำไรให้พี่บ้างเท่านั้นเองค่ะ" มินตราตัวแข็งทื่อ ขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเงาร่างของบุคคลแปลกหน้าที่สามคนในชุดสูทสีดำสนิท ค่อยๆ ก้าวเข้ามาทางประตูหลังห้อง พร้อมกับกุญแจมือเหล็กมันวาวในมือของหนึ่งในนั้น คุณหลวงธนาผายมือเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาด้านในอย่างสุภาพ ก่อนจะหันมามองมินตราด้วยรอยยิ้มเยาะ "หมายจับข้อหาพยายามฆ่า ฉ้อโกงทรัพย์มรดก และสมรู้ร่วมคิดในคดีฆาตกรรมอำพราง... เชิญครับคุณมินตรา ทางการเขารอคุณมานานแล้ว" มินตราถอยรูดจนมุมติดผนัง เธอหันซ้ายแลขวาอย่างจนตรอก ไม่มีทางหนี ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และที่สำคัญที่สุด... แววตาของทุกคนในห้องนี้ไม่มีความสงสารหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทว่า... ในวินาทีที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเอื้อมมือมาใส่กุญแจมือ มินตรากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลอาบแก้มผสมปนเปกับรอยยิ้มบิดเบี้ยว เธอกวาดสายตามองรินลดาด้วยความอาฆาตขั้นสุด "แกว่าฉันจบเหรอ... รินลดา แกคิดว่ากำจัดฉันได้แล้ว ทุกอย่างจะจบลงด้วยดีอย่างนั้นเหรอ? แกโง่เกินไปแล้ว! ความลับของตระกูลเรา... มันไม่ได้มีแค่เรื่องของฉันคนเดียวนะโว้ย!" มินตราตะโกนลั่นห้อง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความสะใจ "ถ้าแกอยากรู้ว่าใครคือคนที่สั่งฆ่าพ่อแท้ๆ ของพวกเราตัวจริง... ลองไปพลิกดูสมุดบัญชีลับในห้องทำงานของคุณแม่ดูสิ แล้วแกจะรู้ว่า... คนที่แกไว้ใจมากที่สุด กำลังถือมีดรอเสียบข้างหลังแกอยู่เหมือนกัน!" รินลดาชะงักกึก รอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยหันขวับไปจ้องมองหน้าคุณหลวงธนาทันทีด้วยความระแวงสงสัยที่พุ่งพล่านขึ้นในอก "หมายความว่ายังไง..." รินลดาเอ่ยถามเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย คุณหลวงธนาเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบปรับให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แต่มันไม่รอดพ้นจากสายตาคมกริบของคุณหญิงรัชนี และรินลดาไปได้! "อย่าไปฟังคำคนใกล้ตายเพ้อเจ้อเลยครับคุณรินลดา มันแค่หาทางดึงคนอื่นลงเหวไปด้วยเท่านั้น" คุณหลวงธนารีบก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นมือหมายจะแตะแขนรินลดาเพื่อปลอบประโลม ทว่า... รินลดากลับถอยหลังหลบหนึ่งก้าว สายตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็น ทิ่มแทง และเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยขั้นสุด เธอค่อยๆ ยกยิ้มมุมปากขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม "นั่นสินะคะคุณหลวง..." รินลดาเอ่ยเสียงหวานหยาดเยิ้ม แต่แฝงไว้ด้วยคมมีด "ในเมื่อคนเราต่างคนต่างมีความลับ... งั้นเรามาพิสูจน์กันดีกว่าค่ะ ว่าใครกันแน่... ที่จะต้องเป็นฝ่ายแหลกสลายไปก่อน" (โปรดติดตามตอนต่อไป...) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและจมดิ่งไปในวังวนแห่งความแค้นนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%