กลิ่นอายจางๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกลิ่นอายฝนยามค่ำคืนลอยวนอยู่ในห้องรับแขกเรือนไทยประยุกต์ แสงไฟจากโคมระย้าคריสตัลสีอำพันสาดส่องกระทบกับผิวแก้วเจียระไนในมือของรินลดา รอยยิ้มบางเบาที่ระบายอยู่บนริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อนั้นงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก ทว่าแววตาคู่คมกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง มันคือความเยียบเย็นที่สามารถแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่งได้ภายในเสี้ยววินาที
"นั่นสินะคะคุณหลวง..." รินลดาเอ่ยทวนคำพูดที่ยังคงลอยเค្វ้งคว้างอยู่ในอากาศ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ราวกับกำลังกระซิบคำรักให้คนสนิทฟัง ทว่าทุกพยางค์กลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ "ในเมื่อคนเราต่างคนต่างมีความลับ... งั้นเรามาพิสูจน์กันดีกว่าค่ะ ว่าใครกันแน่... ที่จะต้องเป็นฝ่ายแหลกสลายไปก่อน"
คุณหลวงธนาชะงักมือที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นกวาดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความระแวกระวัง ความทึ่ง และลึกๆ แล้ว... มีประกายความหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ใต้ความอ่อนหวานนั้น เขาค่อยๆ วางถ้วยแบล็กจีนลงบนจานรองเสียงกระทบเบาหู ก่อนจะหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
"คุณรินนี่ช่างกล้าหาญเสียจริงนะคะ" คุณหลวงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าหยอกแต่จริงจัง "เล่นกับไฟระวังจะไหม้ตัวเอาเสียเปล่าๆ มินตราไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมจำนนต่อหลักฐานชิ้นเล็กชิ้นน้อยพวกนี้หรอกนะ หล่อนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวิพากษ์ที่คุณคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ"
"เล่ห์เหลี่ยมเหรอคะ?" รินลดาเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู ราวกับเด็กสาวที่กำลังฟังเรื่องเล่าสนุกสนาน เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ชุดผ้าไหมสีงาช้างแนบเนื้อเคลื่อนไหวตามจังหวะก้าวเดินที่สง่างาม ร่างระหงเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ป่าจางๆ ลอยแตะจมูก "คนเราจะฉลาดแค่ไหน... ก็ต่อเมื่อเขายังมีลมหายใจอยู่ค่ะคุณหลวง และพี่มินตราของดิฉัน... ก็ใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงมานานเกินพอที่จะตั้งรับการสะดุดล้มครั้งใหญ่แล้วล่ะค่ะ"
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ตระกูลใหญ่ฝั่งตรงข้าม มินตรากำลังยืนมองเงาตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ในห้องนอน แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ เล็บเรียวยาวที่เคลือบด้วยยาทาเล็บสีแดงสดจิกเข้าหากันจนเนื้อแทบปริ แผนการทุกอย่างที่เธอร้อยเรียงมาหลายปีเริ่มสั่นคลอน ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งทีละน้อย ภาพของรินลดาในงานเลี้ยงค่ำคืนก่อนยังคงตามหลอนในความทรงจำ รอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาให้มันไม่ใช่รอยยิ้มของน้องสาวผู้ยอมจำนน แต่มมันคือรอยยิ้มของยมทูตที่มารอรับวิญญาณ
"นังน้องสารเลว..." มินตราพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือด้วยความโกรธแค้น "แกคิดว่าแกใหญ่มาจากไหน ถึงกล้ามาท้าทายฉัน... ฉันต่างหากคือนายหญิงที่แท้จริงของบ้านหลังนี้! แกมันก็แค่ดอกไม้ริมทางที่ฉันจะเหยียบย่ำเมื่อไหร่ก็ได้!"
เธอหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะเครื่องแป้ง กดโทรหาบุคคลที่เธอไม่อยากติดต่อด้วยมากที่สุดในยามวิกาล เสียงสัญญาณดังยาวนานหลายครั้งก่อนจะมีคนรับสาย
"จัดการมันซะ" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเล "ฉันไม่สนว่าแกจะใช้วิธีไหน แต่ฉันต้องการให้รินลดามันหายไปจากโลกนี้ ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นในวันพรุ่งนี้... จำไว้ ว่าเงินก้อนสุดท้ายจะโอนให้ก็ต่อเมื่อฉันได้เห็นหลักฐานว่ามันตายสนิทแล้ว!"
ตัดกลับมาที่เรือนไทยของคุณหลวงธนา รินลดาซึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปนอกสวนยามค่ำคืน สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง เสียงเม็ดฝนกระทบใบไม้ดังซ่าราวกับเสียงกระซิบจากความมืด เธอยกเรียวนิ้วขึ้นสัมผัสกระจกที่เย็นเฉียบ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น
"เริ่มเคลื่อนไหวแล้วสินะคะ..." รินลดาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง โดยไม่ต้องหันไปมองคุณหลวงที่เดินตามมาหยุดยืนอยู่ข้างกาย
คุณหลวงธนามองตามสายตาของเธอออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของชายชุดดำสองคนกำลังปีนรั้วเข้ามาในเขตบ้านอย่างเงียบเชียบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มือหนาเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้วิทยุโบราณขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่ว
"ดูท่าทางแขกยามวิกาลของคุณจะมาเร็วกว่าที่คิดนะคะ" คุณหลวงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับคมกริบดั่งพยัคฆ์ซุ่ม "จะให้ผมต้อนรับพวกเขาอย่างไรดีล่ะครับ คุณริน?"
รินลดาหันกลับมาหาชายหนุ่ม แสงไฟจากภายนอกที่สะท้อนเข้ามาทำให้ใบพักตร์ของเธอดูลึกลับราวกับปิศาจสาวพราวเสน่ห์ เธอยื่นมือไปแตะกระบอกปืนในมือเขาเบาๆ ปัดปากกระบอกให้เบนลงพื้นช้าๆ ด้วยท่าทีแช่มช้อย
"อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะคุณหลวง..." รินลดาเอ่ยกระซิบ ใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มเขา "ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้... เราต้องปล่อยให้มันว่ายเข้ามาติดตาข่ายเสียก่อน ถึงจะค่อยๆ ดึงขึ้นมาเชือดทีละส่วนให้สะใจเล่น"
เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "อีกอย่าง... ดิฉันอยากรู้เหมือนกันค่ะ ว่าคนส่งสุนัขรับใช้พวกนี้มา จะมีสีหน้าอย่างไร... เมื่อรู้ว่าเหยื่อที่พวกมันตั้งใจมาล่า กลับกลายเป็นผู้ถือมีดรอต้อนรับพวกมันเสียเอง"
เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก เสียงรองเท้าบู้ทเหยียบย่ำบนพื้นไม้กระดานดังเอี๊ยดอ๊าด ใกล้เข้ามาทุกที... ทุกที จนกระทั่งหยุดชะงักลงที่หน้าประตูห้องรับแขก บรรยากาศภายในห้องกดดันจนแทบหยุดหายใจ รินลดายังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับเธอกำลังรอคอยการมาเยือนของแขกคนโปรด
ปัง! เสียงถีบประตูดังสนั่นหวั่นไหว บานไม้สักทองพังทลายลงมาพร้อมกับฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย ชายชุดดำสองคนในมือถืออาวุธครบมือพุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะลั่นไกใส่เป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า
ทว่า... ก่อนที่นิ้วของมือปืนคนแรกจะทันได้แตะไกปืน ไฟฟ้าภายในบ้านทั้งหมดก็ดับวูบลงทันที ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งรอบตัว เหลือเพียงแสงแฟลชจากฟ้าแลบด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาวูบหนึ่ง เผยให้เห็นรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวของรินลดาที่ยืนอยู่กลางความมืด และเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของมือปืน
"ยินดีต้อนรับสู่นรกนะคะ..."
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านตอนที่ 44 และร่วมเดินทางไปในเกมแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
---
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 44
บทที่ 44
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!