ถาดเงินลงยาฉลุลายโบราณกระทบกับขอบโต๊ะไม้สักทองเกิดเสียงทึบหนักหน่วง ทว่าไม่ดังเท่ากับเสียงหัวใจของคนที่กำลังนั่งประสานมือเข้าหากันอยู่เบื้องลึกของห้องรับรองส่วนตัว กลิ่นหอมจางๆ ของชาขาวผสมดอกมะลิลอยวนอยู่ในอากาศ เย็นเยียบจนเกือบจะกลายเป็นความอ้างว้าง หากแต่รอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากของรินลดากลับอบอุ่นราวกับดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิ
"พี่มินตราใจร้อนเกินไปหรือเปล่าคะ... ชาร้อนๆ แบบนี้ ถ้าดื่มเร็วเกินไป ลวกคอเอาได้ง่ายๆ นะคะ"
น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้น ทอดจังหวะช้าๆ อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ดวงตาคู่คมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนตางอนงามไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาโดยตรง หากแต่ทอดมองไปยังระลอกคลื่นเล็กๆ ในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวมุก มินตราสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของพี่สาวต่างสายเลือดไหววูบด้วยความไม่พอใจที่พยายามเก็บกดไว้อย่างสุดความสามารถ ริมฝีปากที่เคยเคลือบด้วยลิปสติกสีหวานบดเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
มินตรากำจัดความประหม่าด้วยการหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงพยายามดัดให้ราบเรียบและเปี่ยมด้วยความหวังดีตามแบบฉบับของ 'พี่สาวผู้แสนดี' ที่สังคมจดจำ
"ริน... เธอเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะจ๊ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น... พี่แค่น้ำใจงามอยากจะมาเยี่ยมเยียนและเคลียร์ใจ เรื่องมรดกของคุณพ่อ เราน่าจะตกลงกันได้ด้วยดี ไม่เห็นจะต้องให้ทนายความเข้ามาวุ่นวายเลยนี่จ๊ะ"
รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตา ชั่วขณะนั้น ประกายตาสีดำสนิทสะท้อนภาพความหวาดระแวงในแววตาของมินตราอย่างชัดเจน รอยยิ้มบนเรียวปากของรินลดายังคงงดงาม ไร้ที่ติ และน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
"วุ่นวายหรือคะ?" รินลดาเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบราวน้ำค้างกลางคืน "รินเพียงแค่ทำตามพินัยกรรมที่คุณพ่อร่างไว้ด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วนต่างหากล่ะคะ หรือว่า... พี่มินตรากำลังกลัวว่าความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พรมผืนหนา จะถูกเปิดเผยให้แสงแดดส่องถึงกันแน่คะ"
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบทันที มินตราหน้าถอดสี รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้างดงามบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ มือที่วางอยู่บนตักจิกเข้าหากับเนื้อผ้าไหมราคาแพงจนยับย่น
"เธอพูดเรื่องอะไรของเธอ รินลดา! อย่ามาใส่ร้ายพี่นะ!" มินตรากระแทกเสียงขึ้นจมูก แม้จะพยายามควบคุมระดับเสียงไม่ให้สั่นเครือ "พี่เป็นพี่เธอนะ! คนที่ดูแลบ้านหลังนี้มาตลอดคือพี่ คนที่เหนื่อยยากก็คือพี่ ทำไมเธอถึงอกตัญญูได้อย่างนี้!"
"อกตัญญู..." รินลดาพึมพำคำนี้ช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสชาติของมัน เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรวดทรงในชุดเดรสยาวเข้ารูปสีเข้มเคลื่อนไหวด้วยความสง่างาม เธอเดินเข้าไปใกล้พี่สาวต่างสายเลือดทีละก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดัง ก๊อป... ก๊อป... ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความพินาศ
รินลเดาก้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของมินตรา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระเหยปะปนกับลมหายใจอุ่นร้อน
"คำว่าพี่... พี่สาวที่ผลักน้องสาวลงไปในกองเพลิงแห่งความอัปยศเมื่อหลายปีก่อนอย่างนั้นหรือคะ? พี่มินตรา... ความลับไม่มีในโลกหรอกนะคะ โดยเฉพาะความลับที่แลกมาด้วยเลือดและหยาดน้ำตาของคนอื่น ผลกรรมน่ะ... มันไม่ได้เดินมาหาเราทันทีหรอกค่ะ แต่มันรอเวลาที่จะทวงคืนจนกว่าเราจะหมดลมหายใจต่างหากล่ะคะ"
มินตราผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว มือเรียวเงื้อง่าขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าอันนิ่ง1เฉยของน้องสาว ทว่า... ข้อมือของเธอกลับถูกมืออีกข้างหนึ่งคว้าเอาไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำ
แรงบีบที่ข้อมือนั้นมั่นคงและทรงพลังเกินกว่าที่ผู้หญิงบอบบางอย่างรินลดาจะทำได้ มินตราหันขวับไปมองด้วยความตกใจ และพบกับดวงตาคมกริบของ *คุณหลวงธนา* ที่ก้าวออกมาจากประตูเชื่อมห้องลับด้านหลัง ความมืดสลัวของเงาไม้ใหญ่ด้านนอกหน้าต่างช่วยขับให้ใบหน้าคมเข้มนั้นดูน่าเกรงขามและลึกลับยิ่งขึ้น
"การทำร้ายร่างกายคู่กรณีในคดีมินตรา... ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนักสำหรับว่าที่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์และปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์นะคะ"
คุณหลวงธนากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท เขาสลัดข้อมือของมินตราออกอย่างไม่ใยดี ราวกับรังเกียจที่จะแตะต้องสิ่งสกปรก มินตราเซถอยหลังไปชนกับโต๊ะชาจนถ้วยกระเบื้องแตกกระจาย กลิ่นชาคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ดวงตาของมินตราเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขั้นขีดสุด เมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การเจรจาแบ่งมรดกธรรมดา แต่เป็น 'หลุมพราง' ที่ถูกขุดรอไว้อย่างสมบูรณ์แบบโดยผู้ชายคนนี้และน้องสาวที่เธอเคยคิดว่าโง่เขลา
"พวกคุณ... พวกคุณร่วมมือกัน..." มินตราเสียงสั่นเครือ ก้าวถอยหลังจนชิดมุมห้อง สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
รินลดาแย้มยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ดวงตาส่องประกายระยิบระยับด้วยความสะใจที่ถูกเก็บกดมานานหลายปี เธอยกชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงอย่างนุ่มนวล
"เพิ่งรู้หรือคะ? น่าเสียดายจังนะคะที่ตระหนักได้ช้าไปหน่อย..." รินลดาเอ่ยเสียงหวานหยาดเยิ้ม "เพราะตอนนี้... ประตูทางออกทุกบานถูกปิดตายหมดแล้วค่ะ"
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของนายตำรวจเฒ่าในเครื่องแบบเต็มยศก้าวเข้ามาพร้อมหมายศาลในมือ โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกสองนายเดินตามประกบซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว
มินตราทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับชื่อของเธอที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนบนเอกสารราชการแผ่นนั้น ขณะที่คุณหลวงธานายื่นมือโอบไหล่รินลดาไว้เบาๆ เป็นเชิงสนับสนุน ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับกวาดมองไปยังความพินาศตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก
"สวัสดีค่ะผู้กอง... ดิฉันรอต้อนรับพวกท่านอยู่พอดีเลยค่ะ" รินลดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ทั้งสิ้นในแววตา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในเกมแก้แค้นอันหอมหวานและเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!