“รอยยิ้มของคุณวันนี้ ดูบิดเบี้ยวไปกว่าทุกวันนะคะ พี่มินตรา”
น้ำเสียงของรินลดาเรียบเรื่อย ราวกับกำลังเอ่ยทักทายเรื่องดินฟ้าอากาศ ทั้งที่ปลายนิ้วของเธอแตะอยู่บนขอบแก้วคริสตัลที่สั่นไหวเล็กน้อยจากการกระทำของชายปริศนาตรงหน้า รินลดาสบตากับคนตรงข้าม—ชายผู้ที่ถือไพ่ตายใบสุดท้ายของมินตราเอาไว้—ก่อนจะหันกลับมามองพี่สาวต่างสายเลือดที่บัดนี้ใบหน้าสวยหวานเริ่มกระตุกเกร็ง
มินตราไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแค่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเลือดนก มือที่สวมถุงมือลูกไม้สีดำสนิทนั้นกำกระเป๋าถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความนิ่งเฉยของรินลดากำลังเป็นพิษที่กัดกินความมั่นใจของเธออย่างช้าๆ
“ความลับที่ถูกเก็บไว้ในที่มืดนานเกินไป พอถูกแสงแดดส่อง มันก็มักจะเน่าเฟะแบบนี้แหละค่ะ” มินตราแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะแหลมสูงที่ทำลายบรรยากาศเงียบสงัดภายในห้องทำงานส่วนตัวของคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชโยธิน
“แล้วถ้ามันเน่าจนส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบ้าน... คนที่ควรจะจัดการกำจัดขยะพวกนั้น ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ” รินลดาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค เสียง ‘กริ๊ก’ ที่ดังขึ้นราวกับเสียงลั่นไกปืนในความรู้สึกของมินตรา
มินตราลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอาทรจอมปลอมเป็นความเกลียดชังที่เดือดพล่านเหมือนลาวา เธอเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหารินลดาด้วยท่าทีเยือกเย็นผิดปกติ ในมือของเธอมีวัตถุบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ผ้าเช็ดหน้าลูกไม้
“แกมันก็แค่เด็กที่ฉันเก็บมาเลี้ยง รินลดา... แกคิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างแกจะมีปัญญาต่อกรกับคนอย่างฉันได้? ทุกแผนการของแก ทุกความฉลาดที่แกพยายามแสดงออกมา มันก็แค่เรื่องตลกที่ฉันเฝ้ามองด้วยความสมเพช!”
มินตรากระชากคอเสื้อของรินลดาเข้าหาตัว ลมหายใจที่หอบถี่แสดงถึงความไร้สติที่กำลังเข้าครอบงำ “ในเมื่อแกมันฉลาดนัก ฉันก็จะส่งแกไปให้พ้นทางซะวันนี้! ทุกอย่างที่ฉันวางไว้ จะพังเพราะผู้หญิงสารเลวอย่างแกไม่ได้!”
รินลดาไม่ได้ขัดขืน เธอเพียงแต่เอียงคอเล็กน้อย มองดูเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งของพี่สาว “ถ้าพี่จะฆ่าฉันเพียงเพราะกลัวความลับจะเปิดเผย... พี่ก็กำลังทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่อาจช่วยพี่ไว้ได้นะคะ พี่มินตรา”
“หุบปาก!” มินตราตวาดลั่น มือที่ถือมีดพกขนาดเล็กที่แอบซ่อนไว้ตวัดขึ้นโดยไม่มีความลังเล ความแค้นที่สั่งสมมาตลอดสิบปีถูกระบายออกมาผ่านแรงที่ทิ่มแทงลงไปในอากาศ
แต่รินลดากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด เธอคว้าข้อมือของมินตราไว้แน่น ความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวานปรากฏออกมาให้เห็น มินตราเบิกตากว้างเมื่อพบว่าแรงของรินลดานั้นเหนือกว่าที่เธอเคยประเมินไว้
“รู้ไหมคะ... ทำไมฉันถึงปล่อยให้พี่เล่นบทนางเอกผู้แสนดีมาได้นานขนาดนี้” รินลดาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของพี่สาว เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ก้องกังวานด้วยความเย็นชา “เพราะฉันอยากให้พี่สัมผัสถึงความสิ้นหวังก่อนตายยังไงล่ะคะ เหมือนกับที่แม่ของฉันเคยได้รับจากมือของพี่!”
มินตราดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เธอพยายามใช้เท้าถีบและตะเกียกตะกายเพื่อหลุดพ้นจากการจับกุม แต่รินลดากลับบีบข้อมือของเธอจนมีดพกตกลงสู่พื้นพรม สองร่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันด้วยอารมณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งคือความบ้าคลั่งที่ไร้สติ อีกคนคือความเยือกเย็นที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ
“คุณหลวงธนาคงบอกพี่แล้วสินะคะ... ว่าวันนี้ประตูทุกบานในบ้านหลังนี้ถูกล็อกสนิท และคนที่กำลังยืนดูเราอยู่หลังบานประตูนั้น ก็คงไม่เข้ามาช่วยใครทั้งนั้น เพราะเขากำลังรอที่จะ ‘เก็บกวาด’ คนที่เหลืออยู่หลังจากนี้”
มินตราหยุดชะงัก ใบหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินชื่อของคุณหลวงธนา เธอพยายามจะกรีดร้อง แต่รินลดากลับใช้มือปิดปากเธอไว้แน่น
“เงียบเถอะค่ะ... ให้กรรมมันตัดสินเราในค่ำคืนนี้เลยดีกว่า”
รินลดาดันร่างของมินตราไปที่มุมห้อง ที่ซึ่งตู้กระจกตั้งโชว์ของเก่าราคาแพงตั้งอยู่ เธอไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การฆ่าด้วยความรุนแรง แต่คือการทำให้ความลับของมินตราถูกเปิดเผยออกมาในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
“ดูนั่นสิคะ... ใครมา”
มินตราหันไปมองตามสายตาของรินลดา ที่หน้าประตูห้องทำงาน... ชายปริศนาคนเดิมที่เคยทำลายแผนของเธอ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่งในมือที่ทำให้หัวใจของมินตราแทบหยุดเต้น เขามองมาที่ทั้งคู่ด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ใครบางคนที่ยืนอยู่ในเงามืดด้านหลัง
รินลดาปล่อยมือจากมินตรา เธอจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยท่าทีที่เป็นผู้ดีที่สุด ในขณะที่มินตราทรุดลงกับพื้นราวกับคนไร้วิญญาณ ความจริงที่ว่าเธอถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุดช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าความตาย
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของรินลดา... เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่น มั่นคง และทำให้แม้แต่รินลดายังต้องชะงักไปชั่วขณะ เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับบุคคลนั้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นความตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ท่าน... ท่านกลับมาได้ยังไง!” รินลดาอุทาน มือของเธอสั่นระริกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
บุคคลที่ก้าวพ้นเงามืดออกมาคือผู้ที่ทุกคนต่างคิดว่าสิ้นชีพไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน เขามองมาที่รินลดาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษไม่ต่างจากเธอ “ความแค้นของพวกเธอสนุกดีนะ... แต่ดูเหมือนว่าคนเล่นเกมตัวจริง เพิ่งจะมาถึงสนามนะ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันโหดร้ายนี้มาจนถึงตอนที่ 16 นะคะ หวังว่าทุกท่านจะยังไม่ถอดใจจากความร้ายกาจของตัวละครในบทต่อไปค่ะ
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 16
คลั่งไร้สติ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!