รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 32

บทที่ 32

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
“คุณหลวงเล่นสนุกบนความเจ็บปวดของผู้อื่นเก่งขนาดนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ?” เสียงของรินลดาแผ่วเบา หากทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งกลางฤดูร้อน เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานจางๆ สายตาคู่สวยที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความระแวง เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าอย่างมั่นคง คุณหลวงธนาไม่ตอบในทันที เขายังคงกอดอก ใบหน้าคมสันฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจเดาอารมณ์ได้ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับจะอ่านรหัสลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ “รินลดา... คำว่า ‘สนุก’ ของคุณ ดูจะดูถูกความแค้นที่ผมสั่งสมมาเนิ่นนานเกินไปหน่อยนะครับ” เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดน้อยลงจนน่าอึดอัด “ละครฉากนี้ไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อความบันเทิง แต่เพื่อการชำระล้างต่างหาก ในเมื่อพวกมันใช้ความเมตตาของคุณเป็นเครื่องมือฆ่าคน เราก็แค่คืนสนองด้วยวิธีเดียวกัน... กฎแห่งกรรมน่ะ มันต้องมีผู้ช่วยบ้าง ถึงจะยุติธรรมไม่ใช่หรือคะ?” รินลดาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบแก้วคริสตัลบนโต๊ะไม้สักขึ้นมาหมุนวน น้ำสีอำพันในแก้วสะท้อนแสงไฟวับวาม “ผู้ช่วย... หรือผู้บงการกันแน่คะ? อย่าลืมนะคะว่าฉันไม่ได้ยอมเดินเข้ามาในเกมของคุณเพื่อให้คุณจูงจมูก แต่ฉันมาที่นี่เพื่อจบเรื่องทั้งหมดด้วยมือของฉันเอง” “ผมรู้” คุณหลวงธนาตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนหีบสมบัติเก่าแก่ “และนั่นคือเหตุผลที่ผมปล่อยให้คุณมีอิสระ แต่จำไว้เถิดรินลดา มินตราไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อสถานการณ์ง่ายๆ เธอมีเขี้ยวเล็บที่ซ่อนไว้มากกว่าที่คุณเห็น... โดยเฉพาะเรื่องที่เธอรู้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของแม่คุณ” รินลดาสะดุ้งเฮือก มือที่ถือแก้วสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมามั่นคงในเสี้ยววินาที “คุณหมายความว่ายังไง?” “จดหมายฉบับนี้... คือหลักฐานที่มินตราใช้ข่มขู่คนในตระกูลของคุณมาตลอดสามปี” เขาค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ “เธอไม่ได้เป็นแค่ลูกสาวที่แสนดีหรอกนะครับ เธอคือเจ้าหนี้ชีวิตของทุกคนในบ้านหลังนั้น รวมถึงคนที่คุณเคารพรักที่สุดด้วย” บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน รินลดารู้สึกราวกับว่าพื้นดินใต้เท้ากำลังสั่นคลอน ความแค้นที่เธอเฝ้าเพาะบ่มมาตลอดกลับดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆ ของมหาสมุทรแห่งความโสมมที่ครอบครัวมินตราสร้างไว้ “ทำไมคุณถึงเพิ่งเอาออกมาตอนนี้?” รินลดาถามพลางหรี่ตาลง “ถ้าคุณมีสิ่งนี้ตั้งนานแล้ว ทำไมเราถึงต้องรอจนถึงวินาทีนี้?” “เพราะละครที่ดี... ต้องรอจังหวะที่ตัวร้ายกำลังหลงระเริงในชัยชนะมากที่สุด แล้วค่อยกระชากหน้ากากออกท่ามกลางสายตาของทุกคน” คุณหลวงธนาหันมามองเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง “คืนนี้ที่งานเลี้ยงการกุศล มินตราจะประกาศหมั้นหมายกับทายาทตระกูลใหญ่เพื่อค้ำจุนอำนาจ ถ้าเราจะล้มเธอ เราต้องทำตอนนี้... หรือไม่ก็ต้องยอมพ่ายแพ้ไปตลอดกาล” รินลดาสูดลมหายใจเข้าลึก ความเยือกเย็นเริ่มเข้าครอบงำหัวใจ เธอไม่ได้หวาดกลัว แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด นี่คือโอกาสที่เธอรอคอยมานาน การกระชากหน้ากาก ‘นักบุญ’ ของมินตราให้สังคมได้เห็นว่าเนื้อในนั้นเน่าเฟะเพียงใด “เตรียมรถให้พร้อมค่ะ” รินลดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “ในเมื่อเธออยากเล่นบทเจ้าหญิงในงานเลี้ยง ฉันก็จะมอบบทเรียนที่เธอจะไม่มีวันลืมให้เป็นของขวัญวันหมั้นของเธอเอง” คุณหลวงธนาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วยื่นให้เธอ “ผมคิดไว้แล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้... นี่คือ ‘กุญแจ’ ที่จะทำให้ความลับของเธอถูกเปิดเผยกลางงาน” รินลดาเปิดกล่องออก ภายในนั้นคือแหวนหัวพลอยสีแดงเลือดนกที่ดูแปลกตา เธอจำมันได้ดี... แหวนวงนี้คือสมบัติล้ำค่าที่มินตราเคยขโมยไปจากแม่ของเธอและโกหกว่าทำหายไปตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก แต่ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะหยิบแหวนขึ้นมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกอย่างถือวิสาสะโดยบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด ร่างระหงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนหวานฉาบฉวย มินตรานั่นเอง เธอไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ยังมีชายฉกรรจ์ในชุดดำขนาบข้างทั้งสองด้าน เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะกวาดสายตามองทั้งคู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช “แหม... คุยกันสนุกเชียวนะคะน้องสาวที่รัก” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนแม่พระ “คิดจะเอาของของฉันไปคืนที่เดิมเหรอคะ? แต่เสียใจด้วยนะรินลดา... เพราะคืนนี้ แขกที่จะได้เห็น ‘จุดจบ’ ของงานเลี้ยง ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นเธอ” มินตราโบกมือเพียงครั้งเดียว ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนก็พุ่งตรงเข้ามาหาคุณหลวงธนาและรินลดาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คุณหลวงธนากำลังจะชักปืนที่ซ่อนไว้ออกมา มินตราก็นำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งขึ้นมาโชว์หน้าจอ บนหน้าจอนั้นคือภาพถ่ายห้องใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลธนาที่กำลังถูกไฟลุกท่วม “เลือกเอาค่ะคุณหลวง... จะให้ฉันปล่อยให้สมบัติและคนที่คุณรักในบ้านหลังนั้นกลายเป็นจุณ หรือจะยอมวางปืนลงแล้วปล่อยให้น้องสาวของฉัน ‘หายไป’ ตลอดกาล” รินลดาหน้าซีดเผือด เธอหันไปมองคุณหลวงธนาที่ยืนตัวแข็งทื่อ ความได้เปรียบที่เคยอยู่ในมือมลายหายไปในพริบตา มินตราเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้รินลดา ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูด้วยเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันแค่สองคน “พี่บอกเธอแล้วใช่ไหมรินลดา... ว่าอย่าริอ่านเล่นเกมกับปีศาจ เพราะต่อให้เธอจะย้อนเวลากลับมาอีกกี่ครั้ง... จุดจบของเธอก็ยังคงเป็นที่ใต้เท้าของพี่เสมอ” มินตรากระชากแหวนสีแดงเลือดนกจากมือของรินลดาไปครอบครองไว้เอง พร้อมกับรอยยิ้มที่แสยะออกอย่างน่าสะพรึงกลัว เธอหันไปสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาตัวไปทั้งคู่... คืนนี้เรามีโชว์สดที่น่าสนใจกว่างานเลี้ยงหมั้นเยอะ” รินลดาถูกลากตัวออกไป แต่ในวินาทีที่กำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู เธอหันกลับมาสบตามินตราด้วยแววตาที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีความอาฆาตที่รุนแรงกว่าเดิม “พี่คิดว่าฉันมาที่นี่ตัวเปล่าจริงๆ เหรอคะ?” รินลดาเอ่ยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่เธอจะกดปุ่มขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อชุดราตรี เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากห้องเก็บของด้านหลังที่เชื่อมต่อกับคฤหาสน์ของมินตรา แรงอัดกระแทกทำให้โคมไฟระย้าตกลงมาแตกกระจาย สร้างความโกลาหลไปทั่วทั้งคฤหาสน์ และนั่นคือจังหวะที่รินลดาอาศัยความชุลมุนถีบเข้าที่ท้องของชายฉกรรจ์ที่จับตัวเธอไว้! ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยแค้นไปกับรินลดาและมนตรากรรมสะท้อนนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%