"ถ้าคุณพี่มินตราจะกรุณา วางกำไลข้อมือเส้นนั้นลงเสียหน่อย รินว่ามันคงจะดูงดงามกว่าการที่มันติดไปอยู่ในถุงผ้าไหมของคุณพี่โดยไม่ได้ตั้งใจนะคะ"
น้ำเสียงของรินลดาราบเรียบ แววตาสดใสไร้เดียงสาของเธอทอดมองไปยังมินตราด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับเต้นระรัวราวกับกลองรบ ท่ามกลางห้องโถงกว้างของเรือนไทยไม้สักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิและควันกำยาน กลิ่นหอมเหล่านั้นช่างชวนให้อึดอัดเสียเหลือเกินสำหรับมินตราที่ในเวลานี้ใบหน้าขาวเนียนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด
มินตราสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังจะหย่อนสร้อยข้อมือทองคำฝังทับทิมลงในห่อผ้าชะงักค้าง เธอหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนรอยร้าวในแววตา ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มที่ดูอย่างไรก็เปรียบเสมือนรอยยิ้มของอสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดเหยื่อได้ทุกเมื่อ
"น้องรินพูดจาอะไรแปลกๆ นะคะ พี่ก็แค่เห็นว่ากำไลเส้นนี้มันดูมัวหมอง จึงตั้งใจจะนำไปขัดทำความสะอาดให้เสียใหม่ มิได้มีเจตนาจะหยิบฉวยเอาไปเป็นของตนหรอกค่ะ"
"อ๋อ... เป็นอย่างนั้นหรือคะ รินต้องขออภัยจริงๆ ที่เข้าใจผิดไป" รินลดาเดินเยื้องกรายเข้าไปใกล้ ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เห็นเหงื่อซึมที่ไรผมของพี่สาวต่างสายเลือดได้ชัดเจน "รินก็เพียงแต่นึกเป็นห่วง เพราะเห็นว่าช่วงนี้คุณหลวงธนาท่านเข้มงวดเรื่องของในเรือนยิ่งนัก หากท่านมาเห็นเข้า แล้วเข้าใจผิดว่ามีขโมยขโจรแฝงตัวอยู่... รินคงเสียใจแย่เลยนะคะ"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากทางเดินไม้ด้านนอก ก่อนที่เงาร่างสูงโปร่งของคุณหลวงธนาจะปรากฏขึ้นพร้อมกับแววตาคมกริบที่กวาดมองไปทั่วบริเวณ เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู สายตาคู่คมจับจ้องมาที่มือของมินตราที่ยังคงถือสร้อยเส้นนั้นค้างไว้
"เกิดเรื่องอันใดกันหรือ แม่รินลดา?" น้ำเสียงเข้มงวดของคุณหลวงธนาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับ
มินตราตัวแข็งทื่อ เธอพยายามดึงมือกลับไปซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว แต่รินลดากลับเป็นฝ่ายคว้าข้อมือของมินตราไว้เบาๆ แล้วดึงออกมาช้าๆ ให้คุณหลวงธนาได้เห็นสิ่งที่อยู่ในกำมือของพี่สาวต่างสายเลือดอย่างชัดเจนที่สุด
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณหลวง เพียงแต่รินกับพี่มินตรากำลังหารือกันเรื่องกำไลเส้นนี้อยู่พอดี พี่มินตราท่านคงอยากจะเซอร์ไพรส์ริน ด้วยการอาสาจะเอาไปขัดให้สะอาดสดใสให้รินใช่ไหมคะ พี่มินตรา?"
รินลดาปรายตามองมินตราด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ในดวงตาของเธอสะท้อนความสะใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวาน มินตราที่จนมุมด้วยสถานการณ์ที่ถูกบีบให้ยอมรับความดีความชอบจอมปลอม ได้แต่กัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เธอจำต้องพยักหน้าตอบรับด้วยอาการสั่นเทา
"ใช่ค่ะ... มินตราตั้งใจจะทำให้รินลดาเท่านั้นเอง"
คุณหลวงธนาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกายสะอาดสะอ้านแบบชายชาตินักรบของเขาทำให้บรรยากาศในห้องดูเย็นเยือกขึ้นอีกเท่าตัว เขารับกำไลเส้นนั้นมาจากมือของมินตรา สายตาของเขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงที่ปิดไม่มิด
"เป็นน้ำใจที่น่ายกย่องนักนะแม่มินตรา" คุณหลวงธนาเอ่ยเสียงเย็น "แต่คราวหน้าคราวหลัง หากจะหยิบจับสิ่งใดที่เป็นของล้ำค่าประจำตระกูล... บอกกล่าวให้ข้าทราบเสียหน่อยก็ดี ข้าจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่ามี 'หนอนบ่อนไส้' แฝงตัวอยู่จนต้องเรียกทหารมาจับกุมเสียก่อน"
คำว่า 'หนอนบ่อนไส้' กรีดลึกลงไปในใจของมินตรา เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางที่สาธารณะแต่ไม่อาจโต้ตอบได้ รินลดายังคงยืนยิ้มหวานราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน แต่ในใจของเธอกลับกำลังหัวเราะเยาะให้กับการดิ้นรนของศัตรู
ทว่าในจังหวะที่คุณหลวงธนาจะหันหลังเดินกลับออกไปนั้น มินตราที่เหมือนจะเสียสติจากความอับอายกลับโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเครือ "คุณหลวงคะ! ท่านไม่คิดหรือคะว่าทำไมรินลดาถึงได้จ้องจับผิดมินตรานัก ทั้งที่ผ่านมาเราก็รักกันดี... หรือว่ารินลดากำลังปิดบังความลับอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ 'คืนนั้น' อยู่กันแน่?"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที รินลดาชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอหล่นวูบ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
"พี่มินตราหมายถึงคืนที่พายุเข้า และมีคนพบเห็นผู้ชายแปลกหน้าแอบเข้ามาในเรือนหลังนี้ใช่ไหมคะ?" รินลดาเอ่ยขึ้นพลางก้าวเข้าไปใกล้มินตราอีกก้าว "ถ้าอย่างนั้น... ทำไมพี่มินตราไม่บอกคุณหลวงไปเสียล่ะคะ ว่าชายผู้นั้นทิ้งหลักฐานสำคัญอะไรไว้ในห้องของพี่มินตรา... หลักฐานที่รินเพิ่งไปเจอมาเมื่อครู่"
รินลดาแบมือออก ในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราครั่งสีแดงสด ซึ่งเธอจงใจหยิบออกมาจากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งของมินตราก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที ดวงตาของคุณหลวงธนาเบิกกว้างขึ้นทันทีที่เห็นจดหมายฉบับนั้น
มินตราหน้าถอดสีทันที เธอพุ่งเข้าใส่รินลดาหวังจะคว้าจดหมายคืนมา แต่รินลดากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่วราวกับร่ายรำ ส่งผลให้มินตราถลาไปกระแทกกับโต๊ะไม้จนแจกันใบงามร่วงลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่น
คุณหลวงธนาปรี่เข้ามาคว้าจดหมายจากมือรินลดาไปเปิดอ่าน ความโกรธเคืองที่เคยมีให้มินตราแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่เดือดพล่าน เขากำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่นจนยับยู่ยี่ ก่อนจะหันมามองมินตราด้วยสายตาที่เปรียบดั่งอาญาสิทธิ์
"นี่เจ้ากล้าทรยศต่อตระกูลถึงเพียงนี้เชียวหรือ!"
มินตราล้มลงนั่งกับพื้น สติขาดผึง เธอแหงนหน้ามองรินลดาที่ยืนมองเธอจากมุมสูงด้วยแววตาสมเพชเวทนา รินลดาก้มลงกระซิบที่ข้างหูของพี่สาวที่เคยเหยียบย่ำเธอให้จมดินด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่คมกริบดั่งมีดกรีดลงบนหัวใจ
"แผนซ้อนแผนที่พี่มินตราว่าแน่... ยังเทียบไม่ได้กับ 'กรรม' ที่พี่กำลังจะได้รับหรอกค่ะ"
รินลดาก้าวถอยหลังออกมา เตรียมจะรับชมจุดจบของมินตราที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทว่าเธอกลับชะงักเมื่อเห็นเงาของใครบางคนยืนพิงอยู่ที่ขอบประตูหน้าห้อง คนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'ท่านหญิงพรรณราย' ผู้ที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดในเกมแค้นครั้งนี้... และในมือของท่านหญิง ก็กำลังถือของสิ่งหนึ่งที่ทำให้รินลดาถึงกับตัวชาไปทั้งร่าง
นั่นคือสร้อยคอที่รินลดาสวมติดตัวไว้ใน 'ชาติที่แล้ว' ก่อนที่เธอจะสิ้นลมหายใจด้วยน้ำมือของมินตรา... มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และท่านหญิงพรรณรายรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันนี้ไปพร้อมกับรินลดาและเป็นกำลังใจให้เธอในทุกย่างก้าวของการล้างแค้นครั้งนี้ค่ะ - มนตรากรรมสะท้อน
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 4
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!