รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 40

บทที่ 40

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
“ถ้าพี่มินตราคิดว่าการกำจัดรินจะทำให้ความลับในคฤหาสน์หลังนี้ตายไปพร้อมกับรินได้ ก็คงต้องเสียใจด้วยนะคะ... เพราะสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้ดินมานาน วันนี้มันเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นโชยขึ้นมาจนปิดไม่มิดแล้ว” รินลดากล่าวประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาของเธอขณะจ้องมองใบหน้าของมินตรากลับแฝงไปด้วยความเวทนาอย่างเห็นได้ชัด เธอวางถ้วยชาเซรามิกราคาแพงลงบนจานรองเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่มันกลับดังก้องไปทั่วห้องโถงที่ไร้ซึ่งผู้คนในยามวิกาล มินตราที่กำลังจะยกแก้วไวน์ขึ้นจรดริมฝีปากชะงักกึก มือของเธอสั่นระริกเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกบังคับให้กลับมานิ่งสนิท เธอแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าสวยหวานที่เคยดูใจดีราวกับแม่พระบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากผู้ดี “รินลดา... เธอเพ้อเจ้ออะไรของเธอ” มินตราวางแก้วลงพลางโน้มตัวมาข้างหน้า รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษผุดขึ้นที่มุมปาก “คนอย่างเธอก็แค่หมากตัวหนึ่งที่พี่อุตส่าห์ชุบเลี้ยงมาอย่างดี อย่าคิดว่าปีกที่งอกออกมาใหม่จะทำให้เธอบินสูงพ้นไปจากเงื้อมมือพี่ได้ ถ้าไม่อยากเห็นชีวิตของคนรอบตัวพังพินาศเหมือนเมื่อครั้งอดีต ก็จงเจียมตัวไว้ให้ดี” รินลดายิ้มหวาน เป็นยิ้มที่งดงามทว่าเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลัง “ขอบคุณที่เตือนนะคะพี่มินตรา... แต่รินไม่ได้บินคนเดียวเสียหน่อย” เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ กรีดกรายเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปสู่สวนหลังคฤหาสน์ที่มืดมิด ที่นั่น... ร่างของใครบางคนยืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่เฝ้ามองมาทางนี้ คุณหลวงธนา ผู้ซึ่งเป็นดั่งคมหอกคมดาบที่ซ่อนอยู่ในเงาของเธอ “ความลับเรื่องพินัยกรรมฉบับจริงที่พี่พยายามทำลายมันน่ะหรือคะ? หรือจะเป็นบันทึกการเงินที่คุณพ่อฝากไว้ให้รินก่อนท่านจะสิ้นลม... พี่มินตราคะ คนเราหนีความจริงได้ตลอดชีวิต แต่หนีกรรมที่ตัวเองสร้างไว้ไม่ได้หรอกนะคะ” มินตราพุ่งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความลืมตัว ความเป็นผู้ดีที่สั่งสมมาพังทลายลงในชั่วพริบตา เธอคว้าแจกันดอกไม้ราคาแพงข้างกายหมายจะเขวี้ยงใส่คนที่ยืนพริ้มใจอยู่หน้าต่าง แต่ก่อนที่นิ้วเรียวของเธอจะสัมผัสตัวแจกัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างจังหวะหนักแน่นที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง *ปัง! ปัง! ปัง!* ไม่ใช่เสียงเคาะประตูธรรมดา แต่มันคือเสียงกระแทกประตูจนบานไม้ขยับ มินตราหน้าถอดสีทันที เธอรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีใครกล้าขึ้นมาบนชั้นสามในเวลานี้หากไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นคนคนเดียวที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงสง่าของคุณหลวงธนา เขาก้าวเข้ามาในห้องด้วยแววตาที่ดุจดั่งพญามัจจุราช มือข้างหนึ่งถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเก่าคร่ำคร่า รินลดาหันกลับมามองด้วยรอยยิ้มที่ดูอิ่มเอมที่สุดเท่าที่เคยยิ้มมา “มาพอดีเลยนะคะคุณหลวง... ดูเหมือนพี่มินตราเขากำลังอยากทราบความจริงอะไรบางอย่างอยู่พอดี” มินตราถอยกรูดไปจนติดผนัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “แก... แกสองคนวางแผนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่!” คุณหลวงธนาไม่ตอบ เขาเพียงแค่เดินผ่านมินตราไปอย่างไม่ใยดี กลิ่นอายความเย็นเยียบจากตัวเขาแผ่ซ่านจนมินตราต้องหดตัวสั่นสะท้าน เขาหยุดลงตรงหน้ารินลดาแล้วยื่นเอกสารในมือให้ เธอรับมันไว้แล้วเปิดออกดูเพียงครู่เดียว ก่อนจะสบตาคู่สนทนาด้วยประกายตาที่เปลี่ยนไป “พี่มินตราคะ... ในนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องพินัยกรรมหรอกนะคะ แต่มันมีรายชื่อของทุกคนที่เคยร่วมมือกับพี่ในวันนั้น วันที่ครอบครัวของรินต้องสูญเสียทุกอย่าง” รินลดาเดินเข้าไปใกล้พี่สาวต่างสายเลือดที่ตอนนี้ดูไร้ทางสู้ “รวมถึง... รายละเอียดที่พี่จ้างคนไปวางยาคุณพ่อเมื่อสามปีก่อนด้วย” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงราวกับอากาศถูกสูบออกไป มินตราทรุดตัวลงกับพื้น ราวกับก้อนหินหนักอึ้งกดทับไหล่เธอจนหลังงอ น้ำตาที่เคยใช้เป็นเครื่องมือเรียกความสงสารไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าครั้งนี้มันกลับไร้ค่าในสายตาของรินลดา “ริน... ฟังพี่ก่อนนะ... ทุกอย่างที่พี่ทำ พี่ทำไปเพื่อ...” “เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง... รินรู้ค่ะ” รินลดาก้มลงมองผู้ที่เคยเป็นพี่สาวด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ “แต่เสียใจด้วยนะคะ พี่มินตรา... เพราะคนที่จะส่งพี่เข้าตารางในวันนี้ ไม่ใช่ริน... แต่เป็นคนที่พี่หวังจะพึ่งพามากที่สุด” ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากทางเดินหน้าห้อง ร่างของชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสองนาย มินตราหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาเมื่อเห็นว่าใครเดินนำเข้ามา ใบหน้าที่เธอคุ้นเคย... ชายที่เธอเพิ่งโอนเงินก้อนสุดท้ายให้เมื่อบ่ายวันนี้เพื่อปิดปากเรื่องคดี เขามองมินตราด้วยแววตาที่เย็นชาที่สุดก่อนจะหันไปหาคุณหลวงธนาแล้วโค้งคำนับเล็กน้อย “หลักฐานครบถ้วนแล้วครับท่านหลวง เอกสารในมือคุณรินลดาคือของจริงทั้งหมด” มินตรากรีดร้องอย่างเสียสติ เธอพยายามตะเกียกตะกายจะคว้าชายคนนั้นไว้ แต่เขากลับถอยห่างอย่างรังเกียจ รินลดาเดินผ่านร่างที่ทรุดลงกับพื้นของมินตราไปอย่างเงียบเชียบ เธอหยุดยืนที่หน้าประตูห้อง หันกลับมามองภาพสุดท้ายของการล่มสลายที่เธอเฝ้ารอมานานปี “คืนนี้พี่คงต้องนอนในที่ที่แคบหน่อยนะคะพี่มินตรา... แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ รินจะส่งดอกไม้ไปเยี่ยมพี่ที่เรือนจำบ่อยๆ... ดอกไม้ที่พี่ชอบที่สุด... ดอกไม้ที่หอมกลบกลิ่นคาวเลือดที่พี่เคยสร้างไว้ยังไงล่ะคะ” รินลดาหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นไห้ของมินตราที่ดังระงม ก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดลงด้วยฝีมือของคุณหลวงธนา ทว่าในจังหวะที่ไฟทางเดินกำลังจะดับลง รินลดาก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นเงามืดของใครบางคนยืนรอเธออยู่ที่ปลายสุดของโถงทางเดิน... เงามืดที่เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นของคนคนหนึ่งที่ควรจะตายไปนานแล้ว นั่นคือแม่ของเธอ... ผู้ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของรินลดาในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าที่จะเผยธาตุแท้ที่น่าตื่นตะลึงของทุกคนนะคะ! จากใจ... มนตรากรรมสะท้อน ค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%