“คุณพูดว่าอย่างไรนะคะ… ใครอยู่ที่หน้าคฤหาสน์?”
รินลดาทวนคำ เสียงของเธอเรียบสนิทจนน่ากลัว ในขณะที่มือเรียวสวยที่ถือกระเป๋าคลัตช์ใบหรูเริ่มบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความนิ่งสงบที่เธอเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วพริบตาเมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากคุณหลวงธนา
เขาส่งหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงแล้วให้เธอเห็น ร่องรอยของความตื่นตระหนกที่ฉาบอยู่บนใบหน้าคมคายนั้นไม่ใช่การแสดง เขาไม่ได้ล้อเล่น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้รินลดาแทบหยุดหายใจ
“คนคนนั้น… เขาไม่ควรจะอยู่ในโลกนี้อีกแล้ว” คุณหลวงธนาเค้นเสียงผ่านไรฟัน ดวงตาที่เคยสุขุมฉายแววสั่นระริกเหมือนคนเพิ่งเห็นผี “หลักฐานการตายของเขาชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจน รินลดา... ถ้าคนอย่างเขาฟื้นคืนชีพกลับมาได้ นั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดของเราที่วางไว้กำลังจะถูกรื้อทิ้ง”
รินลดาไม่ตอบ เธอหมุนตัวเดินตรงไปยังหน้าต่างบานสูงที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อมองออกไปเบื้องล่าง ภายใต้แสงไฟสลัวของคฤหาสน์ตระกูลวรโชติ รถยนต์สีดำคันคุ้นตาจอดนิ่งสนิทอยู่ที่ประตูรั้วเหล็กดัด ร่างหนึ่งก้าวลงจากรถ ท่วงท่าการเดินที่ดูเย่อหยิ่งและคุ้นเคยในความทรงจำอันขมขื่นทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับกลองรบ
“มินตรา…” รินลดาพึมพำชื่อศัตรูหัวใจคนสำคัญออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “พี่มินตราส่งคนมาที่นี่ หรือว่า… พี่มินตรามาด้วยตัวเอง”
“เปล่าครับ” คุณหลวงธนาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลัง เว้นระยะห่างพอเหมาะตามมารยาทผู้ดีที่เขายึดถือ “ไม่ใช่พี่สาวของคุณ แต่มันคือ ‘เขา’... คนที่พี่สาวของคุณใช้เป็นเครื่องมือสังหารพ่อของคุณเมื่อสิบปีก่อน”
บรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของคุณหลวงธนาราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น รินลดาหลับตาลงนิ่งพยายามเรียกสติกลับมา เธอไม่ใช่เด็กสาวที่อ่อนแอคนเดิมที่ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อเผชิญหน้ากับความตายอีกต่อไป ในเมื่อโชคชะตาเล่นตลกส่งตัวต้นเหตุแห่งโศกนาฏกรรมกลับมาหาถึงที่ เธอก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทิ้งรอยแผลไว้ให้เขาบ้าง
“ถ้าเขามาหาเราด้วยตัวเอง” รินลดาหันกลับมา ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยพิษร้าย “แปลว่าเขากำลังจนตรอก หรือไม่ก็… เขากำลังพยายามจะต่อรองเพื่อรักษาชีวิตตัวเองจากพี่มินตรา คุณหลวงคะ ความกลัวน่ะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองได้ดีที่สุด”
“คุณจะทำอย่างไร?”
“เราจะออกไปต้อนรับเขาด้วยตัวเองค่ะ” เธอหยิบถุงมือลูกไม้ขึ้นมาสวมอย่างใจเย็น “แต่ก่อนจะออกไป รบกวนคุณหลวงช่วยเช็กระบบรักษาความปลอดภัยให้แน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง หรือแอบถ่ายภาพพวกเราได้... อ้อ แล้วก็ช่วยเตรียมกล้องบันทึกเสียงขนาดเล็กไว้ในแจกันดอกไม้ตรงระเบียงด้วยนะคะ”
คุณหลวงธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชมระคนหวาดหวั่น รินลดาในวันนี้ช่างแตกต่างจากเด็กสาวที่เขาเคยพบในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอกลายเป็นกุหลาบที่มีหนามแหลมคม และทุกหนามนั้นพร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่บังอาจแตะต้องเธอ
ทั้งสองเดินลงมายังห้องโถงกว้าง รินลดาจัดกระโปรงชุดราตรีสีเข้มให้เข้าที่ เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะเดินออกไปที่ชานหน้าบ้านด้วยท่วงท่าสง่างามดุจเจ้าหญิงในเทพนิยาย ทว่าในใจกลับเตรียมพร้อมสำหรับการนองเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ชายร่างสูงสวมชุดสูทสีเทาเข้มยืนพิงรถอยู่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ไรหนวด รอยยิ้มที่เขาพยายามส่งให้เธอนั้นดูแห้งแล้งและน่ารังเกียจ
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ... คุณรินลดา” เสียงแหบพร่าของเขาเอ่ยขึ้น
รินลดาหยุดยืนตรงหน้าเขา รักษาระยะห่างที่พอดี มือของเธอประสานไว้ที่หน้าท้องอย่างสำรวม “ฉันจำได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกันนะคะ คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ”
“จำผิดเหรอ?” เขาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “คนตายที่ถูกฝังไปเมื่อสิบปีก่อนน่ะจำผิดได้ แต่ถ้าคนตายฟื้นขึ้นมาเพื่อทวงสัญญาที่พี่สาวคุณทิ้งไว้ล่ะ... คุณจะยังบอกว่าผมเป็นคนแปลกหน้าอีกไหม?”
คำพูดนั้นทำให้คุณหลวงธนาที่ยืนเยื้องไปด้านหลังก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ แต่รินลดายกมือขึ้นห้ามไว้ เธอขยับเข้าไปใกล้ชายคนนั้นมากขึ้นจนได้กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความหมาย
“ถ้าคุณกลับมาเพื่อทวงสัญญาของพี่มินตรา คุณมาผิดที่ค่ะ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรให้คุณ นอกจากความตายที่คุณเคยหนีรอดมาได้... รอบนี้ฉันจะรับรองเองว่าคุณจะไม่ได้กลับออกไปอีก”
ชายคนนั้นชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันทีเมื่อเห็นดวงตาของรินลดาที่ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“แต่ถ้าคุณกลับมาเพื่อแฉความจริง… ฉันอาจจะพิจารณาให้คุณได้ตายดีกว่าเดิมหน่อย”
ในจังหวะที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไร จู่ๆ ประตูรถคันเดิมที่จอดนิ่งสนิทก็เปิดออกเบาๆ พร้อมกับรองเท้าส้นสูงสีแดงสดที่ก้าวลงมาบนพื้นดิน รินลดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏตัวออกมาจากเงามืดของเบาะหลัง
ไม่ใช่ใครอื่น... หากแต่เป็นมินตราที่มาปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทและรอยยิ้มที่หวานหยดจนน่าขนลุก
“พี่ก็ว่าแล้วว่ารินต้องอยู่ที่นี่” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับพี่สาวที่แสนดี แต่สายตากลับจ้องมองไปที่ชายร่างสูงด้วยความเย็นชา “ในเมื่อคนใกล้ตายสองคนมาเจอกันพอดี พี่ก็จะได้จัดการปิดบัญชี... ให้มันจบลงพร้อมกันทีเดียวเสียเลย”
มินตราหยิบปืนพกกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋าถือหรูหราอย่างไม่ลังเล ก่อนจะหันปากกระบอกปืนไปที่ชายร่างสูงคนนั้น แล้วเลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าอกของรินลดา...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในรอยแค้นครั้งนี้กับมนตรากรรมสะท้อนนะคะ
รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง•ตอนที่ 22
บทที่ 22
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยแค้นจารึกเลือด: ย้อนรอยลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!