กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ผสมกับกลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือกลิ่นเดียวกับที่มักจะติดอยู่บนปกเสื้อโค้ทของพิมพ์มาดาเสมอ สติของผมที่ดำดิ่งอยู่ในห้วงเหวแห่งความมืดมิดค่อยๆ ขยับเขยื้อน ราวกับถูกกระชากกลับมาด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง
เปลือกตาผมหนักอึ้ง แต่ทว่าโสตประสาทกลับทำงานได้ดีเกินคาด ผมยังไม่ลืมตา เพียงแค่รับรู้ถึงความอุ่นจากมือเล็กๆ ที่กุมมือขวาของผมไว้อย่างแผ่วเบา
"ถ้าพี่ไม่ตื่นมาด่าฉัน... ฉันคงได้แต่นั่งโง่ๆ อยู่ตรงนี้ไปตลอดชีวิตแน่"
เสียงของพิมพ์มาดาสั่นเครือ ไม่มีความกวนประสาทหรือคำถากถางเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน เธอไม่ได้ดูเหมือนผู้หญิงที่คุมเกมตลาดมืดได้อยู่หมัด แต่น้ำเสียงนั้นเปราะบางจนผมแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
"ฉันเกลียดไอ้ความเงียบแบบนี้ที่สุดเลยรู้ไหม" เธอกระซิบ เสียงสะอื้นแผ่วๆ เล็ดลอดออกมา "เกลียดที่ต้องมานั่งรอคนปากร้ายอย่างพี่... เกลียดที่ตัวเองต้องมาเป็นคนอ่อนแอแบบนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว... ฉันควรจะเดินออกจากชีวิตพี่ไปตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เหรอ?"
ผมแกล้งทำเป็นนอนนิ่ง พยายามบังคับลมหายใจให้สม่ำเสมอ หัวใจที่เคยเต้นจังหวะปกติกลับกระตุกไหวรุนแรงราวกับมีคนมาทุบผนังอก คำพูดของเธอทำเอาความรู้สึกสับสนตีรวนไปหมด เธอหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า 'ควรจะเดินออกไป'
"ไอ้คิมหันต์มันพูดถูกทุกอย่าง... ว่าพี่น่ะเป็นอันตรายต่อชีวิตฉัน" เธอยังคงพึมพำมือที่กุมมือผมเริ่มสั่นเทา "แต่มันดันลืมบอกไปอย่างหนึ่ง... ว่าต่อให้พี่เป็นอันตรายแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีพี่ ฉันก็ไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ทำงานเป็นจังหวะ แต่ในความเงียบนั้น ผมกลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงจนน่ารำคาญ
"พี่อาจจะเกลียดที่ฉันเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับของต้องสาปพวกนั้น แต่ที่ฉันยอมเสี่ยง ก็เพราะอยากให้พี่กลับมาปลอดภัย... ถึงแม้ตอนจบของมันจะเป็นการที่พี่เกลียดขี้หน้าฉันเข้าไส้ หรือการที่ฉันต้องเป็นฝ่ายไปเองก็ตาม"
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดอยู่บนหน้าผาก
"อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวนะ... ไอ้คนงี่เง่า"
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง ผมตัดสินใจแล้วว่าการแกล้งตายต่อไปคงไม่เป็นผลดีแน่ ในเมื่อสิ่งที่ได้ยินมันเกินกว่าที่ผมจะอดทนเก็บกดไว้ได้
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงไฟในห้องโรงพยาบาลที่สว่างจ้าทำให้ผมต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือพิมพ์มาดาที่หน้าตาดูไม่ได้เลย ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการร้องไห้ ผมเผ้าที่เคยเซ็ตมาอย่างดีตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมด เธอสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นว่าผมลืมตาขึ้นมามอง
"พี่... พี่กรณ์!" เธอรีบผละมือออกเหมือนคนทำผิด แล้วรีบเช็ดน้ำตาอย่างลนลาน ความเป็นพิมพ์มาดาคนเดิมเริ่มกลับมาทีละน้อย "ตื่นมาก็ดีแล้ว จะได้ไปตายที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่"
ผมพยายามยันตัวขึ้นนั่ง แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้าง แต่สายตาผมยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าสวยหวานที่กำลังพยายามกลบเกลื่อนร่องรอยความเสียใจด้วยการทำปากเก่ง
"เมื่อกี้... ใครพูดว่าเกลียดความเงียบนะ?" ผมเค้นเสียงถาม แม้จะแหบพร่าแต่กลับมีกระแสความนัยที่ซ่อนอยู่
พิมพ์มาดาชะงัก เธอหลบสายตาผมแล้วหันไปจัดแจงหมอนอย่างเก้อเขิน "พี่หูฝาดแล้วมั้ง สงสัยฤทธิ์ยาสลบยังไม่หมดฤทธิ์"
"หูฝาดงั้นเหรอ?" ผมยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง (ในสภาพที่นั่งอยู่บนเตียง) ขยับเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบ "งั้นที่บอกว่า... 'อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว' นี่ผมก็หูฝาดด้วยหรือเปล่า?"
เธอตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ผมใช้โอกาสนี้คว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ บังคับให้เธอหันกลับมาสบตากับผม
"พิมพ์... มองหน้าผม" ผมสั่งน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นแต่หนักแน่น "ถ้าคุณไม่อยากให้ผมทิ้งคุณไปไหน คุณก็ควรเลิกเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายกับของวิเศษพรรค์นั้นได้แล้ว"
"มันไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้น!" เธอกระชากเสียงตอบกลับมาทันที ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความทิฐิที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง "พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าโลกที่ฉันอยู่มันอันตรายแค่ไหน คิมหันต์มันไม่ได้มาเล่นๆ พี่ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่มันทำกับพี่..."
"ผมเห็น... และผมก็จำได้ทุกอย่าง" ผมขัดขึ้น "ที่ผมรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรอกนะ... แต่เป็นเพราะผมยังไม่ได้บอกความรู้สึกจริงๆ ของผมกับใครบางคน"
พิมพ์มาดาหยุดชะงัก สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านระหว่างเรา บรรยากาศในห้องที่เคยเย็นเฉียบกลับร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น ผมใช้มือข้างที่ว่างเชยคางเธอขึ้น ให้เธอมองลึกลงไปในดวงตาผม
"ไอ้คิมหันต์มันพูดถูกอยู่อย่างเดียว... ว่าผมอันตราย" ผมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเราแตะกัน "แต่ที่มันพูดผิด... คือมันคิดว่าผมจะปล่อยให้คุณเป็นของเล่นของมันได้ง่ายๆ"
"พี่จะทำอะไร..." เสียงเธอแผ่วลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ
ก่อนที่ผมจะได้ตอบคำถามนั้น ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนบานประตูแทบกระแทกกับผนัง พร้อมกับร่างสูงที่คุ้นตาของใครบางคนเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าที่เดือดดาลกว่าปกติ
"ฉันว่าเรายังมีเรื่องต้องคุยกันให้จบนะ... กรณ์"
คิมหันต์ยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันประดับบนใบหน้า แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ในมือเขากำวัตถุชิ้นหนึ่งไว้แน่น มันคือสิ่งที่ผมตามหามาตลอด—หลักฐานที่จะทำลายอาณาจักรของมันลงได้ในพริบตาเดียว
ทุกอย่างเงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัว พิมพ์มาดาสะดุ้งเฮือกและพยายามถอยห่าง แต่คิมหันต์กลับจ้องมองเพียงแค่ผม สายตาคู่นั้นส่งสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า... เกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวินาทีนี้เอง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กับดักรักซ่อนกลลวง•ตอนที่ 21
ฟื้นคืนความรู้สึก
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนกลลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!