เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกหน้าต่างห้องนิรภัยสั่นสะเทือน บรรยากาศรอบตัวถูกความมืดมิดและสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดกลืนกินจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน เซฟเฮาส์ลับกลางกรุงที่ควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดเวลานี้ กลับกลายเป็นกรงขังชั่วคราวที่บีบให้คนสองคนต้องถอยร่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่แคบๆ ด้วยกัน
พิมพ์มาดายืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือย ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการล็อกกลอนประตูชั้นเหล็กหนาถึงสามชั้น เสื้อเชิ้ตสีขาวของกรณ์เปียกชุ่มแนบลำตัวเผยให้เห็นสัดส่วนแผ่นอกกว้างและกล้ามเนื้อสมส่วนตามแบบฉบับนักสืบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน แม้สถานการณ์ภายนอกจะอันตรายจากเงื้อมมือของพวกคิมหันต์ที่ตามล่าของวิเศษต้องสาปชิ้นนั้น แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าในตอนนี้ กลับไม่ใช่กระสุนปืนหรืออาวุธเถื่อนใดๆ... หากแต่เป็นระยะห่างที่ค่อยๆ ลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ
"คุณควรจะปล่อยให้ฉันโดนจับไปซะ ตั้งแต่แรก" พิมพ์มาดาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะประชดประชันเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก
กรณ์ชะงักมือที่กำลังหมุนรหัสล็อก เขาหันกลับมามองด้วยแววตาดุดันตามนิสัย ปากร้ายๆ พ่นคำพูดที่มักจะทำให้เธออยากจะหยิกเนื้อเขาสักทีสองที "ถ้าผมอยากให้คุณตายห่าไปพ้นๆ หน้า ผมคงไม่ยอมเสี่ยงเอาตัวเข้าไปแลกในตลาดมืดกับไอ้คิมหันต์นั่นหรอกนะ... คุณนี่มันสร้างแต่เรื่องยุ่งยากไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ พิมพ์มาดา"
"ปากเสีย..." เธอสวนกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ "ถ้าฉันมันน่ารำคาญนัก คุณก็ไสหัวออกไปตากฝนข้างนอกนู่นสิ ใครใช้ให้คุณมาทำเป็นห่วงเป็นใยฉันเล่า"
"ห่วง?" กรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วจนพิมพ์มาดาต้องผถอยหลังจนแผ่นหลังชนติดกับผนังห้องเย็นเยียบ ฝ่ามือหนาวางทาบลงบนผนังด้านข้าง กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างจงใจ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่มีหยดน้ำเกาะพราวอย่างพิจารณา "อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยคุณ ผมแค่ไม่อยากให้ของวิเศษชิ้นนั้นมันตกไปอยู่ในมือคนผิดต่างหาก... และที่สำคัญ..."
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวทุ้มต่ำลงจนน่าใจหาย นัยน์ตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ลึกลงไปในดวงตาของเธอ "ผมเกลียดความยุ่งเหยิง... แต่ทำไม... ยิ่งผมพยายามถอยห่างจากคุณ ผมถึงยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมพรางที่คุณจงใจขุดดักไว้กันล่ะ"
หัวใจของพิมพ์มานากระตุกวูบ ไดอะล็อกดิบๆ แต่จริงใจแบบฉบับของผู้ชายปากแข็งคนนี้ มักจะมีอณูความร้อนแรงแฝงอยู่เสมอ เธอเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทรยศไม่ให้เขารับรู้ "คุณกำลังพูดเพ้อเจ้ออะไร... กรณ์"
"ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ" กรณ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้ว nuan ของเธอ กลิ่นอายฝนผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายตรงหน้าทำให้สติของเธอพร่าเลือน "ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... ที่สายตาของผมมันมองไม่เห็นใครอื่นนอกจากคุณผู้หญิงปากเก่งคนนี้อีกเลย"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างด้านนอก ทว่าภายในห้องนี้กลับร้อนระอุราวกับมีเปลวเพลิงแผดเผา ระยะห่างที่ลดลงเหลือเพียงลมหายใจกั้นทำให้ความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนเร้นมานานนับแรมเดือนระเบิดออก ไร้ซึ่งกำแพงความเย่อหยิ่ง ไร้ซึ่งข้ออ้างใดๆ หลงเหลือเพียงความปรารถนาที่สะท้อนอยู่ในแววตาของกันและกัน
พิมพ์มาดาหลุบตามองริมฝีปากหยักได้รูปที่อยู่ห่างออกไปเพียงคืบ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นหลุดออกมาจากอก รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากตัวเขาที่แผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บของค่ำคืนนี้ มือเรียวเล็กที่เคยใช้ผลักไสเขา ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กัน
กรณ์ก้มลงมองมือเล็กที่สัมผัสอกตนเอง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบตากับเธออีกครั้ง แววตาซึนเดะเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งรักที่ร้อนแรงและลึกซึ้งจนคนมองแทบละลาย เขาโน้มใบหน้าลงไปอีกนิด ริมฝีปากหนาเฉียดผ่านพวงแก้มเนียนไปกระซิบชิดริมใบหูด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"ถ้าคืนนี้เราอาจจะตายกันที่นี่... ผมขอทำตามใจตัวเองสักครั้งคงไม่ผิดอะไรนะครับ"
คำสารภาพที่หลุดออกมาท่ามกลางบรรยากาศบีบคั้นทำให้พิมพ์มาดากลั้นหายใจ เธอยังไม่ทันได้เอื้อnเอ่ยคำใดตอบกลับ รินฝีปากอุ่นร้อนของเขาก็ทาบทับกลีบปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบาในคราแรก ก่อนจะทวีความหนักหน่วงและเร่าร้อนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน ความหวานล้ำที่เจือด้วยความดาร์กของโลกใต้ดินและกลิ่นอายอันตรายทำให้เธอยอมจำนน ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับสัมผัสวาบหวามที่เขาเป็นผู้ชี้นำ มือหนาประคองท้ายทอยเธอไว้มั่นไม่ให้หนีไปไหน ขณะที่เรียวปากยังคงทำหน้าที่เรียกร้องความหวานอย่างไร้ความปรานี
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอก โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงอุณหภูมิความร้อนในร่างกายของคนทั้งคู่ที่กำลังหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว...
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงกุกกักแปลกประหลาดจากภายนอกประตูเหล็กชั้นนอกก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงสายฝน!
ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงฟ้าผ่า... แต่มันคือเสียงโลหะกระทบกันราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามงัดแงะระบบล็อกนิรภัยของเซฟเฮาส์แห่งนี้!
กรณ์ผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างไม่เต็มใจนัก แววตาสويโรจน์กลับมาคมกริบและเต็มไปด้วยความระแวงในเสี้ยววินาที เขาคว้าปืนพกสั่นซ่อนไว้ออกมาจากเอวทันที พิมพ์มาดาหน้าถอดสี รีบถอยกรูดไปหลบหลังเสาปูนด้วยความตกใจ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่บานประตูกระจกนิรภัยชั้นนอกจะแตกกระจายเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนก้าวผ่านซากปรักหักพังเข้ามาในความมืด พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยดี
"โอ๊ะ... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานของคุณสองคนสินะครับ... นักสืบกรณ์"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ!
กับดักรักซ่อนกลลวง•ตอนที่ 14
คืนพายุคะนอง
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนกลลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!