เสียงปืนเก็บเสียงที่ดังขึ้นสะท้อนก้องในโถงทางเดินแคบๆ ของอพาร์ตเมนต์ คือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าประโยคสนทนาใดๆ
“พิมพ์มาดา! เปิดประตูให้ผมเดี๋ยวนี้! คิมหันต์มันส่งคนมาล้อมตึกนี้ไว้หมดแล้ว!”
กรณ์ตะโกนซ้ำพร้อมกับใช้ไหล่กระแทกบานไม้สักเก่าจนกลอนโลหะหลุดกระเด็น แรงปะทะทำให้ร่างสูงใหญ่เซถลาเข้ามาด้านใน ทว่าสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคมกริบของเขาไม่ใช่ร่องรอยการต่อสู้ หรือแม้แต่คราบเลือดหยดเล็กๆ บนพื้นปาร์เกต์ แต่เป็นร่างบางของพิมพ์มาดาที่ยืนถือกล่องไม้แกะสลักลายประหลาดอยู่กลางห้อง ดวงตาคู่สวยไหวระริกแม้จะพยายามตีสีหน้าแข็งกระด้างใส่เขาเหมือนเช่นเคย
“คุณเข้ามาได้ยังไง... ใครอนุญาตให้พังประตูห้องฉันกันยะ!” น้ำเสียงใสเอ่ยลอดไรฟัน แม้เจ้าตัวจะพยายามบังคับไม่ให้มันสั่น แต่ปลายนิ้วที่กำมุมกล่องไว้แน่นจนข้อต่อขาวซีดนั้นฟ้องความจริงทั้งหมด
“ถ้าผมไม่พังเข้ามา ป่านนี้คุณคงกลายเป็นปุ๋ยอยู่ใต้ตึกนี้ไปแล้วครับ” กรณ์ก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดตัวในระยะประชิด มือหนาคว้าข้อมือเรียวเล็กไว้ทันทีก่อนที่เธอจะทันได้ถอยหนี กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นควันและกลิ่นอายโลหะจางๆ จากตลาดมืดลอยอบอวลอยู่รอบตัวเธอ “บอกผมมาเดี๋ยวนี้ ว่าไอ้กล่องในมือคุณมันแลกมาด้วยอะไร... และทำไมคนของคิมหันต์ถึงตามล่าคุณหัวซุกหัวซุนขนาดนี้”
พิมพ์มาดาตวัดสายตาขึ้นมองอย่างไม่ยอมแพ้ แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ แต่ทิฐิและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอยังคงเชิดหน้าท้าทาย “มันไม่ใช่เรื่องของคุณ... กรณ์! ปล่อยมือฉันนะ!”
“ไม่ใช่เรื่องงั้นเหรอ?” สันกรามของนักสืบหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคมเข้มดุจพญาเหยี่ยวจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโต “คุณเอาตัวเข้าไปพัวพันกับของวิเศษต้องสาปชิ้นที่สอง... ของที่ต่อให้พลิกแผ่นดินหา ผมก็ต้องตามเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วคุณยังกล้าพูดว่ามันไม่ใช่เรื่องของผมอีกหรือครับ”
“ก็เพราะฉันไม่อยากพึ่งพาคนปากร้ายอย่างคุณน่ะสิ!” เธอสวนกลับทันควัน แรงยื้อ4พยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่มีหรือที่คนอย่างกรณ์จะยอมปล่อย “ปล่อยนะ! ถ้าไม่อยากให้ฉันเอาแจกันฟาดหัวคุณจริงๆ ล่ะก็...”
“เชิญครับ ถ้าคิดว่ามันจะทำให้คุณปลอดภัยขึ้น” กรณ์ยิ้มหยันที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขัน เขาดึงรั้งร่างบางเข้ามาประชิดอกจนแผ่นหลังเธอแนบติดกับกำแพงห้อง โดยมีร่างกายกำยำของเขากันกระสุนและอันตรายทั้งภายนอกไว้ทั้งหมด “แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ต่อให้คุณจะดื้อรั้นแค่ไหน คืนนี้คุณก็ไม่มีทางหนีพ้นไปจากสายตาผมได้อีกแล้ว”
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้บรรยากาศในห้องแคบๆ เปลี่ยนไปในพริบตา กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมผสานกับความตึงเครียดจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ สร้างสนามพลังบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุด พิมพ์มาดาชะงักค้าง เงยหน้าขึ้นมองสบตาคนที่กักขังเธอไว้ในวงแขน หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความกลัว กลับเปลี่ยนเป็นจังหวะอื่นที่ควบคุมไม่ได้เมื่อสัมผัสได้ถึงไอ1อุ่นและแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงอยู่ตรงหน้า
“คุณ... บ้าไปแล้วหรือไง” เสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าลดน้อยลงเรื่อยๆ
“ใช่ครับ ผมคงบ้าไปจริงๆ ที่ปล่อยให้ผู้หญิงอวดดีอย่างคุณวิ่งเข้าไปหาความตายอยู่เรื่อย” กรณ์กระซิบเสียงต่ำชิดริมฝีปากนุ่ม ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ใกล้แก้มเนียนอย่างลืมตัว ความหึงหวงและห่วงใยที่อัดอั้นมานานนับสัปดาห์กำลังจะระเบิดออก ทว่าก่อนที่ริมฝีปากหนาจะได้ทาบทับลงไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นบริเวณระเบียงด้านนอกก็ดึงสติทั้งคู่ให้กลับคืนมา
*แกร็ก!*
เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังถูกงัดเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างเงาสูดดำของใครบางคนก้าวเข้ามาภายในห้องมืดสนิท พร้อมกับปลายกระบอกปืนเงาวับที่เล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
กรณ์ดึงพิมพ์มาดาหลบวิถีกระสุนไปด้านข้างตามสัญชาตญาณในเสี้ยววินาที กระสุนนัดแรกเจาะทะลุกรอบหน้าต่างกระจกแตกกระจาย เสียงเศษแก้วร่วงกราวลงพื้นดังสนั่น พิมพ์มาดาหวีดร้องออกมาเบาๆ ก่อนจะถูกมือหนาโอบกอดรั้งเอวบางไว้แน่นแล้วพุ่งตัวหลบหลังตู้หนังสือไม้โอ๊กโบราณ
“อยู่นิ่งๆ ตรงนี้” เขากระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบราatคมมีด
“ระวังตัวด้วยนะ...” เธอเผลอเอ่ยออกมาด้วยความลืมตัว มือเรียวควชายเสื้อเชิร์ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
กรณ์ชะงักไปเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางเบา แม้ในสถานการณ์เป็นตายร้ายดีเช่นนี้ “เป็นห่วงผมเหรอครับ?”
“ใครห่วงคุณกันยะ! แค่ไม่อยากให้ตายคาห้องฉันแล้วต้องมาตามเช็ดล้างต่างหาก!” เธอรีบแก้ตัวหน้าแดงก่ำ แม้ในความมืดจะมองเห็นไม่ชัดเจนนัก
กรณ์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปจากที่กำบังเพื่อเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เสียงหมัดกระทบเนื้อและเสียงวัตถุกระแทกพื้นดังขึ้นสลับกันไปมาเพียงไม่กี่วินาที ร่างของผู้บุกรุกสวมชุดดำสนิทก็ล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นห้อง
นักสืบหนุ่มก้มลงหยิบบางสิ่งที่ร่วงหล่นจากกระเป๋าเสื้อของผู้บุกรุกขึ้นมาดู มันคือเหรียญตราโลหะสัญลักษณ์รูปงูกินหาง... เครื่องหมายประจำตัวของเครือข่ายใต้ดินที่เขาตามล่ามานาน และเป็นเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงไปยัง “ร้านขายของเก่าลึกลับ” ย่านเยาวราช
“เจอตัวการแล้วล่ะครับ” กรณ์หันกลับมามองพิมพ์มาดาที่เดินออกมาจากที่กำบัง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “ของวิเศษชิ้นที่สองไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่มันกำลังรอให้เราไปพิสูจน์ความจริง... ด้วยกัน”
พิมพ์มาดามองเหรียญในมือเขา สลับกับใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้แต่ยังคงความหล่อเหลาดึงดูดใจ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อรู้ว่าก้าวต่อไปนี้จะไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกแล้ว
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnวาจาใดเพิ่มเติม เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของกรณ์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ หน้าจอเรืองแสงวาบพร้อมกับข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกปลอมที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำเอาลมหายใจของนักสืบหนุ่มสะดุดกึกทันทีที่กวาดสายตาอ่าน
*“ถ้าไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นศพรายต่อไป... จงเอาของวิเศษชิ้นแรกมาแลกที่โกดังร้างท่าเรือหมายเลข 7 ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้... และมาคนเดียว”*
กรณ์หันขวับกลับมามองพิมพ์มาดาที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ทว่า... ร่างบางของเธอกลับค่อยๆ เลือนรางลงในความมืด พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ที่ระเหยหายไปในอากาศ ราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก!
“พิมพ์มาดา...!”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ด้วยกันนะครับ
กับดักรักซ่อนกลลวง•ตอนที่ 9
ของวิเศษชิ้นที่สอง
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนกลลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!