ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อคลุมของผมไม่ได้สร้างความตกใจให้ผมเท่ากับตัวเลขบนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของห้องสืบสวน เบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อบันทึก แต่มีรหัสพื้นที่ที่ผมจำได้ขึ้นใจ—รหัสจากเขตพื้นที่ภูธรภาคเหนือ จังหวัดที่คดีฆาตกรรมครอบครัวของรินทร์เมื่อสิบปีก่อนเคยถูกปิดแฟ้มลงอย่างไร้เยื่อใย
ผมเหลือบมองรินทร์ที่นั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้หนังฝั่งตรงข้าม แววตาของนักข่าวสาวคนนี้แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยคำถาม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เริ่มมีความเปราะบางซ่อนอยู่ลึกๆ หลังจากการปะทะคารมและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เราเพิ่งช่วยกันแกะรอยมาตลอดหลายชั่วโมง
"รับสิครับ..." ผมเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตาไม่ละไปจากหน้าจอ "บางที ปลายสายคนนั้นอาจจะกำลังรอให้เราไปขุดคุ้ยความจริงที่ถูกฝังไว้ก็เป็นได้"
รินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพยักหน้าช้าๆ ผมจึงกดรับสายแล้วเปิด speakerphone ทันทีเพื่อ1ให้เราได้ยินพร้อมกัน
"ฮัลโหล... ใครน่ะ" เสียงของรินทร์เอ่ยแทรกขึ้นก่อนด้วยความร้อนรนตามสัญชาตญาณของนักข่าวสายขุดคุ้ย
( "ถ้าไม่อยากให้แฟ้มคดีหมายเลข 048 ของ สภ.เมือง... ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือซาก เลิกยุ่งเรื่องนี้ซะ คุณนักข่าว" )
เสียงปลายสายถูกดัดแปลงด้วยโปรแกรมเปลี่ยนเสียงให้ทุ้มต่ำจนน่าขนลุก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเท่ากับรหัสคดีที่ถูกเอ่ยออกมา *คดีหมายเลข 048* คือคดีเพลิงไหม้บ้านพักของครอบครัวรินทร์เมื่อสิบปีก่อน คดีที่ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร!
รินทร์ผุดลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ดวงตาของเธอบวมเป่งขึ้นมาวูบหนึ่ง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่สะสมมานานนับทศวรรษ
"แกเป็นใคร! รู้เรื่องนั้นได้ยังไง! บอกฉันมานะ!" รินทร์พุ่งตัวเข้ามาคว้าโทรศัพท์ในมือผม ปลายเล็บของเธอจิกเกร็งจนฝ่ามือของผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล
ก่อนที่ผมจะได้ทันห้าม สายก็ถูกตัดทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงสัญญาณตื๊ด... ตื๊ด... ที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับมีมวลอากาศนับตันกดทับลงมา ผมมองรินทร์ที่กำลังยืนหอบหายใจถี่กระชั้น หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตาของเธอ แต่เธอพยายามกะพริบตาไล่ความอ่อนแอนั้นกลับเข้าไปอย่างสุดชีวิต
ภาพของนักข่าวสาวผู้มั่นใจในตัวเองและพร้อมปะทะกับทุกคนเริ่มสลายหายไป เหลือเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดอยู่ในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน และไม่มีใครยอมรับฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอเลย
"คุณอคิน..." เสียงของรินทร์แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เธอนั่งทรุดตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอย่างไร้เรี่ยวแรง มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดใบหน้า "พวกมัน... พวกมันรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่"
ผมถอนหายใจยาว ดึงเก้าอี้เข้าไปใกล้เธออีกนิด วางมือลงบนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีที่นิ่งสงบและมั่นคง—ท่าทีที่ผมมักจะใช้เวลารักษาผู้ป่วยบนโต๊ะชันสูตร เพราะผมรู้ดีว่าในยามที่จิตใจของมนุษย์แตกสลายอย่างไร้ทิศทาง สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจจอมปลอม แต่คือ "ความจริง" ที่มีเหตุผลรองรับอย่างรัดกุม
"พวกเขากลัวต่างหากครับ รินทร์" ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่น "ถ้าแฟ้มคดีนั้นเป็นแค่ 'อุบัติเหตุ' จริงๆ ตามที่สำนวนตำรวจว่าไว้ ทำไมพวกเขาต้องโทรมาข่มขู่เราในเวลาตีสองครึ่งแบบนี้ด้วยล่ะครับ?"
รินทร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการพยายามกลั้นน้ำตา เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ก่อนจะยอมเปิดปากพูดในสิ่งที่เธอเก็บงำมาตลอดชีวิตการทำงานของเธอ
"ตอนที่ฉันอายุสิบห้า... พ่อกับแม่ของฉันกำลังทำข่าวเกี่ยวกับการทุจริตงบประมาณสร้างเขื่อนในภาคเหนือ" รินทร์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ชัดถ้อยชัดคำ "คืนก่อนเกิดเหตุไฟไหม้ พ่อบอกฉันว่าได้หลักฐานชิ้นสำคัญ เป็นสมุดบัญชีสลับขั้วที่โยงใยไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ... แต่แล้ว บ้านของเราก็ไฟไหม้ในคืนนั้น"
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความสั่นเทา พยายามดึงความเข้มแข็งของนักข่าวสายสืบสวนกลับมา
"ตำรวจสรุปว่าสายไฟลัดวงจรเพราะบ้านเก่า แต่ฉันจำได้... ฉันจำกลิ่นน้ำมันก๊าดที่ระเหยปะปนกับกลิ่นควันไฟในคืนนั้นได้แม่นยำที่สุด! ฉันบอกทุกคน แต่ไม่มีใครเชื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย พวกเขาบอกว่าฉันเสียสติเพราะความโศกเศร้า"
นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ขาดหายไป ภาพทุกอย่างในหัวของผมเริ่มประกอบเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบ นิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้โกหก หลักฐานทางกายภาพไม่เคยบิดเบือน มีแต่ "มนุษย์" ต่างหากที่บิดเบือนผลลัพธ์เพื่ออำพรางความผิด
รอยไหม้ที่ต่ำกว่าระดับพื้นผิว ทิศทางของเปลวไฟที่ลามจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และร่องรอยการเร่งปฏิกิริยาการเผาไหม้ที่ถูกมองข้าม... ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยหลักการทางนิติเวชศาสตร์ทั้งสิ้น
ผมเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มคดีเก่าๆ บนโต๊ะที่ผมแอบไปคัดลอกมาจากหอจดหมายเหตุของกรมตำรวจเมื่อสัปดาห์ก่อน วางลงตรงหน้าเธอ
"เพราะแบบนี้สินะครับ คุณถึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกกับการวิ่งไล่ตามข่าวอาชญากรรมทุกรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคำโกหกของคนมีอำนาจ" ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ผมขอโทษที่เคยพูดจาดูถูกการทำงานของคุณในวันแรกที่เราเจอกันนะครับ รินทร์"
รินทร์ชะงักไปเล็กน้อย เธอมองหน้าผมด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลายยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก—รอยยิ้มที่ไม่ได้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งหรือการประชดประชัน แต่มันคือรอยยิ้มของการ "ยอมรับ" และ "ไว้ใจ"
"นายเนี่ย... เป็นผู้ชายที่เดาใจยากชะมัดเลยนะ ดร.อคิน" รินทร์สูดจมูกเบาๆ แล้วปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นนักข่าวสาวผู้ไม่ยอมแพ้ใครเหมือนเดิม "แล้วทีนี้ เราจะเอายังไงต่อดีล่ะคะ เอ้ย... ครับ? เจ้าของเบอร์ปริศนาคนนั้นต้องคิดว่าขู่เราสำเร็จแน่ๆ"
ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับหยิบกุญแจรถบนโต๊ะขึ้นมาหมุนเล่นในมือ
"ถ้าพวกเขากลัวว่าแฟ้มคดีหมายเลข 048 จะถูกเปิดเผย แสดงว่าต้นฉบับจริงไม่ได้ถูกเผาทำลายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อนหรอกครับ... แต่มันถูกซ่อนเอาไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด" ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้สมองของรินทร์ประมวลผลตาม "และผมคิดว่า เราน่าจะรู้แล้วล่ะครับว่าใครเป็นคนเก็บมันไว้"
รินทร์เบิกตากว้างขึ้นทันที "หมายความว่า... สารวัตรโต้ง อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนั้นเหรอ? แต่เขาเกษียณอายุราชการและย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้วนะ!"
"ถูกต้องครับ" ผมพยักหน้ารับ "และเราจะไปเยี่ยมเขากันเดี๋ยวนี้เลย"
ในขณะที่เรากำลังจะก้าวเดินออกจากห้องสืบสวนเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ
*ติ๊ง!*
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ข้อความดังกล่าวไม่ใช่ SMS ธรรมดา แต่เป็นระบบส่งข้อมูลเข้ารหัสที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลลับของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หน้าจอแสดงพิกัด GPS แบบเรียลไทม์ พร้อมกับภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงของบ้านพักหลังหนึ่งในต่างจังหวัด—ซึ่งเป็นบ้านของสารวัตรโต้งที่เรากำลังจะไปหา!
แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดชะงักและหัวใจกระตุกวูบ คือข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏอยู่ใต้พิกัดนั้น...
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสัญญาณชีพจรของเป้าหมายหยุดเต้นเมื่อ 3 นาทีที่แล้ว / สถานะปัจจุบัน: บุคคลในเป้าหมายถูกฆาตกรรม]*
ผมหันขวับไปมองรินทร์ทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของผมเช่นกัน
เราไม่ได้เป็นฝ่ายไล่ล่าผู้ร้าย... แต่พวกมันต่างหาก ที่กำลังต้อนเราให้เดินเข้าไปใน "หลุมพราง" ที่ขุดรอไว้แล้ว!
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไขคดีไปกับ ดร.อคิน และรินทร์เสมอนะครับ!
นิติวิทยาศาสตร์หน้าตายกับนักข่าวสายขุดคุ้ย•ตอนที่ 11
ความจริงที่เริ่มก่อตัว
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติวิทยาศาสตร์หน้าตายกับนักข่าวสายขุดคุ้ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!