เสียงโลหะหนักอึ้งร่วงหล่นกระแทกพื้นคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยแรงสะเทือนที่ส่งตรงจากโครงสร้างเหล็กด้านบน เสียงคำรามต่ำของโครงสร้างชั่วคราวที่ถูกแรงอัดทำให้เสาเข็มและคานไม้ค้ำยันวิกฤตจนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัว
ร่างของทั้งรวิศและพิมพ์มาดาแข็งค้างในทันที
“ยืนบื้ออะไรอยู่เล่า! หลบ!”
รวิศสบถเสียงดังลั่น มือหนากระชากข้อมือเล็กของสถาปนิกสาวสุดแรงจนเธอเซถลาเข้าหาอกแกร่ง แรงกระชากนั้นทำให้แฟ้มเอกสารในมือพิมพ์มาดาร่วงกระจายเกลื่อน แต่ไม่มีใครมีสิทธิ์สนใจกระดาษเหล่านั้นอีกแล้ว ในเสี้ยววินาทีต่อมา เศษคอนกรีตขนาดเท่าศีรษะก็ร่วงลงมาปิดทับเส้นทางเดินหลักของไซต์งาน เสียงฝุ่นคละคลุ้งและเศษปูนที่ร่วงกราวลงมาเหมือนห่าฝนทำให้วิสัยทัศน์มืดมิดลงในพริบตา
โครม! คานเหล็กชั่วคราวตัวใหญ่ทรุดตัวลงมาขวางกั้นทางออกเดียวของห้องควบคุมงานใต้ดินโซน C สันกําแพンปูนเก่าแก่สั่นสะเทือน ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงเหลือเพียงเสียงฝุ่นผงร่วงกราว และความเงียบงันที่น่าอึดอัด
รวิศผลักพิมพ์มาดาเข้าไปชิดผนังด้านในสุดของมุมอับสายตาอย่างระมัดระวัง ร่างสูงทาบทับปกป้องเธอไว้ด้วยแผ่นอกกว้าง แขนข้างหนึ่งค้ำยันกำแพงปูนเพื่อรับแรงกระแทกเผื่อมีอะไรพังลงมาซ้ำ ขณะที่ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้น ร้อนผ่าว และแนบชิดจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน
“คุณ... คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย!” พิมพ์มาดาเสียงสั่นเล็กน้อย แต่นัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววพยศ เธอใช้มือดันอกแกร่งของเขาเอาไว้ แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก “ปล่อยฉันนะ ฉันหายใจไม่ออก”
“ถ้าผมไม่ดึงคุณไว้ป่านนี้หัวคุณคงแตกไปเท่ากับกระเบื้องตรงนั้นแล้วคุณพิมพ์มาดา” รวิศกัดฟันกรอด น้ำเสียงทุ้มต่ำดุดันและเจือไปด้วยความโมโหปนความหวาดหวงที่เจ้าตัวแทบไม่รู้ตัว “หัดมองรอบตัวบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเถียงผมอยู่ได้”
“ฉันจะเถียงใครมันก็เรื่องของฉัน! แล้วนี่... นี่เราออกไปไม่ได้แล้วใช่ไหมเนี่ย” พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองเพดานและเศษเหล็กที่พังถล่มลงมาปิดกั้นทางออก แสงไฟฉุกเฉินกะพริบติดๆ ดับๆ ส่องให้เห็นใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและฝุ่นปูนของวิศวกรหนุ่ม รวิศอยู่ใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการทำงาน เป็นกลิ่นของผู้ชายที่ทำให้สติปัญญาอันเฉียบคมของเธอเริ่มรวนเร
รวิศกวาดสายตาสำรวจความเสียหายในห้องควบคุมขนาดเล็กนี้ แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดกระทบใบหน้าหวานที่ตอนนี้ซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น เป็นผู้หญิงประเภทที่ต่อให้ตึกถล่มทับก็ยังหาเรื่องเถียงเขาได้คำโตๆ
“เห็นสภาพข้างนอกนั่นไหมครับสถาปนิกคนเก่ง ทางออกเดียวถูกเหล็กโครงสร้างน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมทับล็อกไว้ ต่อให้คุณมีค้อนสิบอันก็งัดไม่ออก” รวิศแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความระอา พลางขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะหายใจ แต่พื้นที่จำกัดก็ทำให้เขายังคงยืนประชิดตัวเธออยู่ดี “เราติดอยู่ที่นี่... จนกว่าข้างบนจะเคลียร์ซากและรู้ว่าเราติดอยู่”
“แล้วสัญญาณโทรศัพท์ล่ะ?” พิมพ์มาดารีบควaหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกั๊กทันที แต่หน้าจอกลับปราศจากสัญญาณใดๆ สิ้นเชิง “บ้าเอ๊ย อับสัญญาณ... เพราะโครงสร้างเหล็กหนาพวกนี้แน่เลย”
“ยินดีต้อนรับสู่กับดักหน้าไซต์งานที่คุณเป็นคนสั่งให้แก้แบบโครงสร้างฝืนธรรมชาติของผมยังไงล่ะครับ” รวิศอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเครียดจากสถานการณ์ทำให้เขาต้องหาทางระบายออกด้วยการกวนประสาทคนตรงหน้า
พิมพ์มาดาหันขวับมามองค้อนทันที ดวงตาคู่สวยดุราวนกับแมวป่า “นี่คุณยังมีอารมณ์มาแขวะฉันอีกเหรอวิศวกร! ถ้าแบบโครงสร้างมันพังเพราะฉันจริง ป่านนี้เราคงโดนทับแบนเป็นกล้วยปิ้งไปแล้ว ไม่มานั่งเถียงกันอยู่แบบนี้หรอก!”
“ปากเก่งไม่เปลี่ยน” รวิศพึมพำเบาๆ สายตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุด ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาเธอนิ่ง “แต่ดี... ที่คุณยังปลอดภัย”
ประโยคหลังนั้นเบาเสียจนเกือบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องจักรไกลๆ ด้านนอก แต่พิมพ์มาดากลับได้ยินมันชัดเจน หัวใจที่เต้นรัวด้วยความตกใจเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนจังหวะไปอย่างสิ้นเชิง ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าผู้ชายปากร้ายขวานผ่าซากอย่างรวิศจะมีมุมน้ำเสียงที่อ่อนโยนและ... เป็นห่วงเป็นใยเล็ดลอดออกมา
“มองหน้าผมทำไม มีอะไรติดอยู่บนหน้าหรือไงครับ” รวิศเลิกคิ้วถามด้วยท่าทีเย่อหยิ่งตามนิสัยเดิม เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
“เปล่า... แค่คิดว่าถ้าฉันต้องติดอยู่กับคนปากเสียอย่างคุณนานเกินไป ฉันอาจจะประสาทกินตายก่อนที่กู้ภัยจะมาขุดเราออกไปมากกว่า” พิมพ์มาดารemฟSะ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพยายามดึงมาดความมั่นใจกลับคืนมา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวเก่าที่ยังพอใช้ได้ กอดอกแน่นเพื่อแสดงออกว่าไม่ได้สะทกสะทองอะไรกับสถานการณ์ตรงหน้า
รวิศถอนหายใจยาวนาน เขาถอดหมวกนิรภัยสีขาวออก ใช้มือเสยผมชื้นเหงื่อลวกๆ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันตอนนี้ใกล้เสียจนเข่าของเขาเกือบจะชนกับรองเท้าผ้าใบของเธอ แสงไฟฉุกเฉินกะพริบอีกครั้ง ทอดเงาทับร่างของทั้งคู่ให้ดูราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน
“หิวน้ำไหม?” เขาถามขึ้นเสียงเรียบ
พิมพ์มาดาชะงัก ช้อนตาขึ้นมองเขา “มีน้ำด้วยเหรอ?”
รวิศหยิบขวดน้ำดื่มขนาดพกพาที่เพิ่งหยิบมาจากกระเป๋าเป้ข้างตัวยื่นให้เธอ พิมพ์มาดารับมาเงียบๆ เปิดฝาแล้วจิบแก้คอแห้ง ความเย็นชื่นใจช่วยลดทอนความตึงเครียดในบรรยากาศลงไปได้บ้าง เธอเหลือบมองผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขากำลังนั่งกอดอก หลับตาลงพักผ่อนหลังจากผ่านความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน สันจมูกโด่งเป็นสันคมและกรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยทำให้เห็นสัดส่วนที่ชัดเจนในความมืดสลัว
“รวิศ...” เสียงหวานเอ่ยเรียกทำลายความเงียบขึ้นเบาๆ
“หืม?” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้าๆ
“ทำไมคุณถึง... เกลียดงานออกแบบของฉันนักล่ะ” พิมพ์มาดาถามออกไปตรงๆ ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมของเขา “ฉันรู้ว่าคุณคิดว่ามันเพ้อเจ้อและไม่ปลอดภัย แต่งานทุกชิ้น... ฉันใส่ใจมันมากนะ”
รวิศนิ่งเงไปครู่หนึ่ง แววตาที่มองเธอมีความซับซ้อนบางอย่างวาดผ่าน เขยิบตัวเข้าไปใกล้เธอบนพื้นคอนกรีตอีกนิด จนเข่าแทบจะชิดกัน
“ผมไม่ได้เกลียดงานของคุณ พิมพ์มาดา” เสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก “แต่ผม... กลัวต่างหาก”
“กลัว?” สถาปนิกสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ “กลัวอะไร โครงสร้างถล่มเหรอ?”
“กลัวว่าความสวยงามที่คุณสร้างขึ้นมา มันจะเปราะบางเกินกว่าจะรับน้ำหนักของความจริงได้... และที่สำคัญที่สุด” รวิศเว้นจังหวะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะอ่านทะลุถึงหัวใจ “ผมกลัวว่าวันหนึ่ง... ความสะเพร่าของความอาร์ตในตัวคุณ จะทำให้คนสำคัญ... บาดเจ็บ”
คำพูดนั้นแทงใจดำพิมพ์มาดาเข้าอย่างจัง เธอนิ่งอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่น ความโกรธที่ควรจะมีกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างในอก หัวใจเต้นแรงขึ้นจนควบคุมไม่ได้เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของรืศเอื้อมมาปัดเศษฝุ่นปูนที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบาโดยไม่ทันตั้งตัว
สัมผัสเพียงน้อยนิดแต่วูบวาบไปทั้งร่าง พิมพ์มาดากลั้นหายใจ นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ รวิศเองก็ชะงักค้าง มือหนายังคงแตะอยู่ข้างแก้มเนียน ผิวสัมผัสนุ่มมือทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตจนสมองขาวโพลน ทั้งคู่สบตากันเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบงันของซากปรักหักพังรอบตัว เคมีบางอย่างพุ่งพล่านจนอากาศในห้องแคบๆ นี้แทบจะหมดลง
“นี่คุณ...” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นรัวรากับจะกระโดดออกมานอกอก
“ชูשט...” รวิศกระซิบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้เธอเรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน ดวงตาของเขาพราวระยับด้วยความรู้สึกที่ไม่อقจปกปิดได้อีกต่อไป “เงียบก่อน... มีเสียงอะไรบางอย่าง”
“ฮะ... เสียงอะไร?” พิมพ์มาดาขมวดคิ้ว พยายามดึงสติกลับมาท่ามกลางความสับสน
ครืน... แกร๊ก!
ไม่ใช่เสียงซากตึกถล่มซ้ำ แต่เป็นเสียงโลหะหนักหน่วงที่ถูกงัดขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยลำแสงไฟฉายสว่างจ้าที่ส่องลอดผ่านช่องว่างของซากปรักหักพังเข้ามาภายในห้องควบคุม และเสียงตะโกนเรียกชื่อของใครบางคนดังทะลุผ่านความเงียบเข้ามา
“หัวหน้าครับ! คุณรวิศ! อยู่ข้างในนี้หรือเปล่าครับ!”
รวิศผละตัวออกจากพิมพ์มาดาอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก เขาสบถเบาๆ ด้วยความเสียดายระคนหงุดหงิดที่จังหวะเวลานรกนี่ดันเข้ามาขัดจังหวะพอดีเป๊ะ ขณะที่พิมพ์มาดารีบยกมือขึ้นแต้มแก้มตัวเองที่ยังร้อนผ่าวดั่งโดนไฟลวก หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันมั่วซุมไปหมด
รวิศหันไปตะโกนตอบกลับเสียงดังเพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนจะหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่ยังนั่งหน้าแดงก่ำอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“รอดตัวไปนะคุณพิมพ์มาดา...” รวิศกระตุกยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่คุ้นเคย “ไม่อย่างนั้น... เราคงต้องเคลียร์กันยาว”
พิมพ์มาดาถลึงตาใส่เขาทันที “ฝันไปเถอะคุณวิศวกร!”
ทว่า ก่อนที่รวิศจะได้เอ่ยปากแซวอะไรกลับไปอีก แสงไฟฉายจากภายนอกก็ส่องกระทบเข้ากับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาทางช่องทางที่เพิ่งถูกงัดเปิดออก พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจของใครบางคน
“พี่รวิศ! พิมพ์! พวกพี่... มาทำอะไรกันอยู่ในมุมมืดสองต่อสองแบบนี้คะ?!”
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ราชันย์หอกทมิฬ" เสมอนะครับ*
เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยตัวอันตรายสายโปรเจกต์•ตอนที่ 4
กับดักหน้าไซต์งาน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยตัวอันตรายสายโปรเจกต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!