“อย่าหายใจแรง หลับตาลงเสีย”
เสียงกระซิบของเฟยหลงแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กระแทกพื้นไม้ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมร้าง ความเย็นเยียบจากไอพิษสีม่วงคล้ำที่สัมผัสถูกผิวหนังเมื่อครู่ยังคงทิ้งรอยไหม้จางๆ ไว้ที่ต้นแขนของเขา ชายหนุ่มกดร่างของหลี่เหมยให้แนบสนิทไปกับซอกคานเพดานมืดมิด กลิ่นอับชื้นของไม้ผุผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ จากบาดแผลของเขาเอง ทำให้บรรยากาศในพื้นที่แคบๆ นี้กดดันจนแทบหยุดหายใจ
เฟยหลงขยับนิ้วมืออย่างเชื่องช้า ลมปราณในกายโคจรผิดจังหวะเพื่อกดสะกดไอพิษที่พยายามแล่นพล่านอยู่ในเส้นชีพจร เขาเหลือบมองผ่านช่องโหว่ของไม้กระดาน เห็นกลุ่มคนในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ตราประทับรูปมังกรไร้เกล็ดที่ไหล่ซ้ายบ่งบอกตัวตนได้ชัดเจน—องครักษ์เงาของอ๋องจางเหว่ย
“ไอ้หนูนั่นมันหนีไปไหนไม่ได้ไกลหรณ์หรอก พิษของข้าเพิ่งจะเริ่มกัดกินหัวใจมันเท่านั้น” เสียงชายชราผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาขวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเหี้ยมเกรียมเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ปกติ “ค้นให้ละเอียด พลิกแผ่นดินหาศพมันมาให้ข้า!”
หลี่เหมยขมวดคิ้วแน่น เธอพยายามปรับลมหายใจให้แผ่วเบาที่สุด นิ้วเรียวของเธอสัมผัสลงบนข้อมือของเฟยหลง สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ร้อนจัดสลับเย็นเยือกบ่งบอกถึงการต่อสู้ดิ้นรนภายในร่างกายของเขา เธอส่งสายตาเป็นกังวล แต่เฟยหลงเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของเขาไม่ได้ฉายความหวาดกลัว กลับกัน มันมีเพียงความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัวดั่งผิวน้ำนิ่งก่อนพายุใหญ่
“เจ้ามีผงพิษล้างมลทินเหลือไหม” เฟยหลงกระซิบถามโดยไม่ขยับริมฝีปากมากนัก
หลี่เหมยพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองผ้าแพรสีขาวนวลออกมาจากอกเสื้อ เฟยหลงรับมันมาด้วยมือที่สั่นเทาเพียงครู่เดียว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะโปรยผงละเอียดนั้นลงไปในอากาศเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ ผงสีเงินละเอียดปลิวว่อนไปตามช่องลม ราวกับหิ่งห้อยยามค่ำคืนที่กำลังโปรยปรายลงสู่กองเพลิง
เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงฝีเท้าข้างล่างที่เคยเร่งรีบก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงไอโขลกอย่างรุนแรง
“อั่ก... นี่มันอะไรกัน... กลิ่นนี่มัน...” เสียงองครักษ์คนหนึ่งขาดห้วง ก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้นไม้ เสียงร่างที่กระแทกพื้นดังสะท้อนไปทั่วโถงเงียบงัน
เฟยหลงไม่รอช้า เขาคว้าตัวหลี่เหมยแล้วทิ้งตัวลงจากคานไม้ด้วยวิชาตัวเบาที่ไร้เสียงดั่งใบไม้ร่วง เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ประตูทางออก แต่กลับตรงเข้าหาชายชราผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่กำลังโซเซเพราะฤทธิ์ของผงพิษนั้น
“เจ้า...” ชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างสีดำกระโดดลงมาประชิดตัว “เจ้าพิษตระกูลจ้าว... เจ้าคือผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูลที่ถูกกวาดล้าง!”
“จำได้ดีนี่” เฟยหลงกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาสีถ่านของเขาไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ “แต่เสียใจด้วย ที่คนตายไม่สมควรจะจำอะไรได้มากไปกว่านี้”
ดาบสั้นที่อาบด้วยสารสกัดจากดอกราตรีพิษในมือของเฟยหลงตวัดผ่านลำคอของชายชราอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เส้นเลือดที่ลำคอขาดสะบั้น เลือดสีดำคล้ำพุ่งกระจายออกมาเป็นวงกว้าง แต่มันกลับไม่กระเซ็นมาโดนตัวเขาแม้แต่หยดเดียว เฟยหลงหมุนตัวกลับหลังหันอย่างสง่างาม ดึงมือหลี่เหมยออกไปจากโรงเตี๊ยมสู่ความมืดมิดของผืนป่าภายนอก
“เราต้องข้ามแม่น้ำจางเหอไปก่อนรุ่งสาง” เฟยหลงกล่าวขณะวิ่งฝ่าพงไพร “ถ้าไปถึงฝั่งนั้นได้ เราจะทิ้งรอยตามให้ขาด”
“แต่พิษที่อยู่ในตัวท่านล่ะเฟยหลง...” หลี่เหมยหยุดวิ่งและฉุดรั้งเขาไว้ “หากไม่รีบขับออก ข้าเกรงว่าแม้แต่ท่านก็อาจจะรักษามันไว้ไม่อยู่!”
เฟยหลงหยุดชะงัก เขาหันกลับมามองใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นของหญิงสาวที่เขาร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน สายตาของเขาอ่อนลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปแข็งกร้าวตามเดิม
“ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับข้าหรอกหลี่เหมย สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการปล่อยให้อ๋องจางเหว่ยยังคงมีลมหายใจอยู่บนกองซากศพของคนบริสุทธิ์”
เขากำลังจะก้าวเดินต่อ ทว่าฝีเท้าของเขากลับชะงักงัน เสียงปรบมือดังแผ่วเบามาจากความมืดเบื้องหน้า ท่ามกลางหมู่ไม้หนาทึบ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก แต่นัยน์ตานั้นกลับว่างเปล่าดั่งเหวลึก
“วิชาตัวเบายอดเยี่ยม วิชาพิษเฉียบคม... สมกับเป็นทายาทของตระกูลจ้าวที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดสิบปี”
ร่างนั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างทั้งเฟยหลงและหลี่เหมย
“อ๋องจางเหว่ย...” เฟยหลงกัดฟันแน่น มือที่กำดาบสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เขาไม่เคยคิดว่าศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะมาปรากฏตัวต่อหน้าด้วยตัวเองในสภาพที่เขาแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงเช่นนี้
จางเหว่ยไม่ตอบรับคำเรียกนั้น เขาเพียงแต่ขยับมือเบาๆ และทันใดนั้นเอง ผืนป่าโดยรอบที่เคยเงียบสงบก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงคบเพลิงนับร้อยที่ถูกจุดขึ้นพร้อมกันจากเหล่านักฆ่าในเงามืดที่ปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทาง
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อจับกุมเจ้าหรอกนะเฟยหลง” อ๋องจางเหว่ยเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังจี้หยกที่ห้อยอยู่ที่คอของเฟยหลง “ข้ามาที่นี่ เพื่อขอคืนสิ่งที่ตระกูลของเจ้าขโมยมาจากห้องลับของข้าเมื่อสิบปีก่อน... ของชิ้นที่ถ้าเจ้าเปิดมันออกเมื่อไหร่ ทั้งแผ่นดินจะต้องนองไปด้วยเลือด”
เฟยหลงสัมผัสได้ถึงความร้อนจากจี้หยกที่หน้าอก ราวกับมันกำลังเตือนภัยบางอย่างที่เขายังไม่เคยล่วงรู้มาก่อน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบจากความทรงจำที่เลือนรางของบิดาก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา... *‘จงอย่าเปิดมันจนกว่าเจ้าจะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงา’*
เฟยหลงหันไปสบตาหลี่เหมย เขาตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาคว้าจี้หยกนั้นขึ้นมาแล้วจ่อมันไว้ที่หน้าผาหินที่อยู่ข้างกาย ก่อนจะออกแรงบีบจนหยกแตกละเอียดท่ามกลางความตกตะลึงของจางเหว่ย
แสงสีแดงฉานพุ่งทะลักออกมาจากรอยแตกของหยก กลืนกินทุกอย่างในรัศมีสายตาไปในทันที!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเฟยหลงในบทนี้นะครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 11
เงาในเงามืด
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!