ปลายมีดเหล็กกล้าเย็นเยียบแนบสนิทอยู่บนเส้นชีพจรเต้นระรัวที่ลำคอของเฟยหลง กลิ่นอายความตายไม่ได้คละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด หากแต่เป็นกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยขาวที่ผสมผสานอย่างลงตัวกับผงพิษไร้ลักษณ์—กลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักหมอเทวดา
“คิดไม่ถึงเลยใช่ไหม... ว่าข้าจะหาเจ้าเจอเร็วกว่าที่แผนที่แผ่นนั้นจะนำทางเสียอีก, คุณชายตระกูลเฟย”
เสียงหวานใสแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้นจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของเขา ทว่าไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยในน้ำหนักของการกดปลายมีด เฟยหลงไม่ขยับเขยื้อi ร่างกายผ่อนคลายจนถึงขีดสุด ดวงตาคู่คมกวาดมองเงาสะท้อนในคราบน้ำชาบนโต๊ะไม้ไผ่ผุพัง เขาเห็นใบหน้าครึ่งซีกของหลี่เหมยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกผ้าโปร่งสีดำ รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้นราวกับนางพญาอสรพิษ
เฟยหลงไม่ตกใจ เขารู้ตัวมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่โรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้แล้วว่ามีเงาติดตามมา แต่เขาเพียงไม่คิดว่านางจะตามแกะรอยพิษอัคคีทมิฬที่เขาใช้จัดการสมุนตระกูลจางมาได้เร็วจนน่าเหลือเชื่อ
“แม่นางหลี่... หากเจ้าต้องการชีวิตข้าจริง ปลายมีดของเจ้าคงฝังลึกลงไปสามชุ่นตั้งแต่ลมหายใจแรกที่ข้าก้าวเข้ามาแล้ว” เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นสองข้างอย่างช้าๆ แสดงความบริสุทธิ์ใจ “เจ้ามาที่นี่... ไม่ใช่เพื่อฆ่าข้า แต่เพื่อเจรจา”
หลี่เหมยแค่นเสียงหึในลำคอ นางเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝักอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ นางรินสุราลงในจอกด้วยมือที่เรียวยาวและมั่นคง ดวงตากลมโตคู่สวยจดจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างพิจารณา คล้ายต้องการสาะทะลุผ่านผิวหนังเพื่อมองเข้าไปในจิตใจที่แหลกสลายของเขา
“เจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว เฟยหลง” หลี่เหมยเอ่ยเสียงเรียบ นางเลื่อนจอกสุราไปตรงหน้าเขา “ข้าแค่ไม่อยากให้เหยื่อที่ข้าหมายตาไว้... ต้องไปตายอย่างไร้ค่าด้วยน้ำมือของมือสังหารจากตำหนักบูรพาเสียก่อนที่หนี้เลือดของตระกูลเจ้าจะได้รับการชำระ”
เฟยหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาหยิบจอกสุราขึ้นมาดมกลิ่น ปลายนิ้วสัมผัสไอเย็นที่แผ่ออกมา ไม่มีพิษ... แต่มันคือสุรา ‘ร้อยจันทรา’ ที่มีฤทธิ์สลายกำลังภายในชั่วคราว นางระแวดระวังตัวแจสมเป็นทายาทสำนักแพทย์
“ตำหนักบูรพาเคลื่อนไหวแล้วหรือ?” เฟยหลงถาม พลางจิบนิดหนึ่งเพื่อเป็นมารยาท
“ท่านอ๋องจางเหว่ยส่ง ‘เงาโลหิต’ สามคนออกตามล่าเจ้าตั้งแต่เมื่อวาน ข่าวเรื่องที่คุณชายตระกูลเฟยรอดชีวิตจากการกวาดล้างที่หุบเขาอัคคีสวรรค์แพร่สะพัดไปทั่ว ขุนนางในราชสำนักต่างตื่นตระหนก” หลี่เหมยมองหน้าเขาอย่างจริงจัง “ถ้าเจ้ายังเดินหน้าด้วยใบหน้าและชื่อเดิมของ ‘เฟยหลง’ ต่อไป ไม่เกินสามวัน หัวของเจ้าคงไปประดับอยู่หน้าประตูเมืองหลวงในฐานะกบฏแผ่นดิน”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ผุพังราวกับเสียงถอนหายใจของภูตผี เฟยหลงหลุบตาลงมองเงาสะท้อนของตนเองในจอกสุรา ภาพเด็กหนุ่มในวันวานที่ไร้เดียงสา รอยยิ้มของมารดา และหยาดน้ำตาของบิดาก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย—ภาพเหล่านั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“เจ้าพูดถูก... ตัวตนที่ชื่อ ‘เฟยหลง’ ตายไปตั้งแต่คืนที่เพลิงผลาญจวนตระกูลเฟยแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีอีกแล้วความอบอุ่นหรือความลังเล เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำดุจก้นเหว เขายื่นมือไปหยิบแผ่นหนังมนุษย์ที่เคลือบด้วยน้ำยาพิเศษขึ้นมาจากอกเสื้อ มันคือผลงานชิ้นเอกที่เขาใช้เวลาปรุงแต่งมันถึงสามวันสามคืน—หน้ากากหนังเทียมที่จำลองใบหน้าของโจรป่าไร้ชื่อผู้หนึ่งได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ แม้แต่ผู้เป็นมารดาก็ไม่อาจแยกแยะได้หากมองด้วยตาเปล่า
หลี่เหมยขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเขา “นั่นคือ...”
“หน้ากากที่จะทำให้ข้ากลายเป็น ‘ใครก็ได้’ หรือ ‘ไม่มีใครเลย’” เฟยหลงสวมหน้ากากนั้นลงบนใบหน้า นิ้วเรียวยาวกดนวดขอบรอยต่ออย่างเชี่ยวชาญ เพียงชั่วพริบตา โครงหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป สันกรามที่เคยคมคายกลับดูหยาบกร้าน ดวงตาที่เคยสุกสกาวถูกปกปิดด้วยประกายความดิบเถื่อนและอำมหิตของโจรป่าเดรัจฉาน
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หลี่เหมยถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวของบุรุษผู้นี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ กลายเป็นนักฆ่าผู้ไร้หัวใจที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้โดยไม่กะพริบตา
“นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป...” เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและต่ำทุ้ม เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง “ไม่มีคุณชายเฟยหลงอีกแล้ว... ในยุทธภพนี้ มีเพียง ‘เงาจันทร์’ มือสังหารผู้ไร้เงาที่จะไปทวงคืนความยุติธรรมด้วยพิษและคมมีด”
หลี่เหมยจ้องมองเขาเนิ่นนาน มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่งดงามแต่หยาดเยิ้มไปด้วยพิษภัย นางโยนป้ายหยกสีดำสนิทชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ เสียงกระทบไม้ดังทึบ ป้ายหยกสลักรูปบุปผาเหมยสีเลือด—สัญลักษณ์สูงสุดของสำนักหมอเทวดา
“ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้แล้ว ‘เงาจันทร์’... นี่คือของขวัญต้อนรับจากข้า ป้ายนี้จะทำให้เจ้าสามารถเข้าออกหอประมูลร้อยสมบัติได้โดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง และที่สำคัญ...” หลี่เหมยโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนกลิ่นหอมเย็นของนางลอยเข้าจมูกของเขา “มันใช้ตรวจสอบร่องรอยของพิษที่ท่านอ๋องจางเหว่ยใช้ในการสังหารหมู่เมื่อสิบปีก่อนได้”
เฟยหลงรับป้ายหยกนั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อ สายตาสองคู่ประสานกันในความสลัวของโรงเตี๊ยมร้าง ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไม่ได้เป็นมิตรและไม่ใช่ศัตรู หากแต่เป็นสองคนที่ถูกความแค้นผูกมัดไว้ด้วยกันบนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย
ทว่า ทันใดนั้นเอง—!
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่เหมยก็แข็งค้าง แววตาของนางฉายแววตื่นตระหนกอย่างหาได้ยากยิ่ง ร่างบางดีดตัวถอยหลังไปสามก้าวในพริบตา ฝ่ามือเรียวตวัดชักกระบี่ออกจากฝักอย่างไร้เสียง
*ฉึบ!*
ลูกดอกเหล็กอาบยาพิษสีม่วงเข้มพุ่งแหวกอากาศเข้ามาทางหน้าต่างด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ ปักเข้ากลางโต๊ะไม้ที่พวกเขานั่งอยู่จนเนื้อไม้ดำคล้ำและผุกร่อนกลายเป็นจุลภายในพริบตาเดียว!
เฟยหลงหรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่าง กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียนลอยมาตามสายลมยามวิกาล—กลิ่นอายของมือสังหารจากตำหนักบูรพา
“ดูท่าทาง... แผนกวาดล้างของท่านอ๋องจะมาเร็วกว่าที่พวกเราคิด” เสียงกระซิบเยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดภายนอกหน้าต่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่บาดแก้วหู “เจอตัวแล้ว... หน้ากากนักฆ่าตัวปลอม!”
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันครับ — เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 6
หน้ากากนักฆ่า
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!