กลิ่นอายความตายไม่ได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของพายุ มันมักคืบคลานเข้ามาในคราบของความเงียบงัน...
และในยามนี้ ความเงียบงันภายในตรอกแคบเบื้องหลังหอสุราพันจอกกำลังถูกแผดเผาด้วยไอมรณะ
“ดูท่าทาง... แผนกวาดล้างของท่านอ๋องจะมาเร็วกว่าที่พวกเราคิด”
เสียงกระซิบเยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดภายนอกหน้าต่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่บาดแก้วหู “เจอตัวแล้ว... หน้ากากนักฆ่าตัวปลอม!”
*ฉับ!*
คมมีดบินเล่มหนึ่งแหวกอากาศพุ่งทะลุกระดาษสาหน้าต่างเข้าปักลึกลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนด้ามมีดสั่นระริก ละอองพิษสีม่วงคล้ำส่งกลิ่นฉุนกึกแผ่ซ่านกัดกร่อนเนื้อไม้จนเกิดควันสีขาวพวยพุ่ง เฟยหลงไม่แม้แต่จะกะพริบตา ร่างของเขาไหววูบราวกับภาพลวงตา วิชาตัวเบา ‘เงาพ면จันทร์’ พาหลบหลีกคมมีดชุดที่สองที่ตามติดมาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ประกายตาสีดำสนิทของเขาสะท้อนภาพเงาร่างสามร่างที่พังประตูห้องพักเข้ามาในชุดเกราะหนังสีดำสนิท สัญลักษณ์รูปพยัคฆ์ลายเมฆบนอกเสื้อบ่งบอกชัดเจนว่าพวกมันคือ หน่วยเงาทมิฬ สังกัดโดยตรงของท่านอ๋องจางเหว่ย
“รวดเร็วกว่าที่คาดไว้สามัชการ... ดูท่าข่าวกรองของสำนักหมอเทวดาจะรั่วไหลตั้งแต่พวกเรายังไม่ทันข้ามกำแพงเมืองหลวง” หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือเรียวดุจหยกขาวของนางหมุนพัดเหล็กกล้าในมือ ซ่อนเข็มอาบยาชาเจ็ดเล็บบนปลายนิ้วไว้อย่างแนบเนียน นางไม่ได้หวาดกลัว ความตายเป็นสิ่งที่นางมองเห็นจนชินชาในฐานะผู้ปรุงยาพิษและถอนพิษแห่งยุทธภพ
“ไม่ใช่เพราะข่าวกรองรั่วไหล” เฟยหลงเอ่ยเสียงต่ำ มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ซ่อนที่พันด้วยผ้าดิบสีดำ ความเย็นเยียบจากเหล็กกล้าไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระแสเลือด “แต่พวกมัน ‘รอ’ ให้เราเดินเข้ามาในกับดักตั้งแต่แรกต่างหาก เมืองหลวงแห่งนี้... ไม่เคยต้อนรับคนนอก”
หน่วยเงาทมิฬนายหนึ่งหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งราวกับกิ่งไม้หัก “รู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว เฟยหลง! ฮ่องเต้ประชวรหนัก อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ในกำมือท่านอ๋อง การที่เจ้าโผล่หัวมาเหยียบแผ่นดินนี้ เท่ากับขุดหลุมฝังศพให้ตนเองและคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด!”
สิ้นเสียงคำราม ร่างทั้งสามก็พุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกันด้วยกระบวนท่า ‘พยัคฆ์ตะปบเหยื่อ’ พลังปราณสายสีแดงเข้มแผ่พุ่งจนม่านหน้าต่างฉีกขาดเป็นจุล ประกายดาบวาววับสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องจนสว่างวาบ
เฟยหลงไม่ถอย เขากลับพุ่งเข้าหา ดุจดังแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่มันคือไฟโลกันตร์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า!
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของเหล็กกล้าสว่างวาบขึ้นในความมืด เฟยหลงใช้กระบี่ในมือปัดป้องวิถีดาบของมือสังหารคนแรกได้อย่างแม่นยำ แรงปะทะทำให้พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว แต่ก่อนที่มือสังหารคนที่สองจะทันแทงเข้าที่จุดตายใต้ซี่โครง ร่างของหลี่เหมยก็หมุนตัววูบ พัดเหล็กในมือสะบัดออก ปล่อยละอองผงสีขาวโพลนพวยพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของศัตรู
“อึก... ผงสลายเส้นเอ็น!” มือสังหารคนนั้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่ง ผิวหนังบริเวณลำคอเริ่มเน่าเปื่อยกลายเป็นสีดำคล้ำภายในพริบตา นี่คือฝีมือของหลี่เหมย ผู้ซึ่งคนในยุทธภพนามฉายาว่า ‘ธิดามัจจุราช’ นางไม่ได้มีดีแค่การรักษาคน แต่พิษที่นางปรุงขึ้นนั้นโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสำนักมารเสียอีก
“ถอย!” หัวหน้าหน่วยเงาทมิฬเห็นท่าไม่ดี สั่งการเสียงกร้าวพร้อมกับโยนลูกไฟสัญญาณขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นเหนือท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง เป็นการประกาศกร้าวว่าเป้าหมายปรากฏตัวแล้ว และกองกำลังนับร้อยที่ซุ่มอยู่รอบย่านการค้าแห่งนี้กำลังเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อม
เฟยหลงกวาดตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของเมืองหลวงในยามวิกาลช่างเงียบงันและกดดัน บ้านเรือนปิดประตูเงียบเชียบ ไม่มีราษฎรคนใดกล้าส่งเสียงเล็ดลอดออกมาเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ ทุกคนต่างรู้ดีว่ากฎของท่านอ๋องจางเหว่ยคือกฎเหล็ก ผู้ใดขัดขืนหรือยุ่งเกี่ยวมีเพียงความตายเป็นสิ่งตอบแทน ความตื่นตระหนกแฝงอยู่เบื้องหลังความเงียบงันนั้น ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหวาดกลัวเงาของตนเอง
“พวกมันกำลังมากันหมด” เฟยหลงกล่าว พรางใช้ชายเสื้อเช็ดคราบเลือดที่กระเด็นมาโดนใบหน้าคมคาย ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง “ถ้าเราหนีออกทางประตูเมืองตอนนี้ จะต้องติดกับดักธนูค่ายกล”
“แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?” หลี่เหมยถาม นางขยับกายเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขา ไหล่ชนกันเพื่อเตรียมรับมือกับการล้อมปราบระลอกใหญ่ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรหมื่นลี้จากตัวนางผสานกับกลิ่นคาวเลือดรอบกาย สร้างความรู้สึกสงบแปลกประหลาดท่ามกลางพายุวิกฤต
เฟยหลงยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้ศัตรูต้องหวาดผวา “ในเมื่อท่านอ๋องอยากต้อนรับเรานัก... เราก็ควรไป ‘เยี่ยมเยียน’ จวนอ๋องให้สมเกียรติเสียหน่อย”
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง แสงคบเพลิงนับร้อยดวงสว่างโชติช่วงจนรัตติกาลกลายเป็นสีแดงฉาน เสียงเกือกม้าหยุดกรงอยู่ที่เบื้องล่างของหอสุราพันจอก ตามมาด้วยเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงอำนาจจนแก้วหูแทบแตก
“เฟยหลง! หลี่เหมย! พวกเจ้าหนีไม่ thoátหรอก จงวางอาวุธแล้วยอมจำนนแต่โดยดี!”
เสียงนั้นไม่ใช่ของหัวหน้ามือสังหาร แต่เป็นเสียงอันคุ้นเคยที่เฟยหลงจดจำได้ไม่มีวันลืม เสียงของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน—แม่ทัพใหญ่ ‘หลงเทียน’ สุนัขรับใช้คนสนิทของท่านอ๋องจางเหว่ย!
หลี่เหมยชะงักไปเล็กน้อย นางหันมามองหน้าเฟยหลง แววตาของเขายามนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเคียดแค้นที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก แต่ลมหายใจกลับยาวนานและมั่นคงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ก่อนที่เฟยหลงจะทันก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้า เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดจากด้านหลังห้องพักก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ไม่ใช่เสียงของศัตรู แต่เป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของทั้งสองต้องหยุดเต้น
*“อย่าเพิ่งใจร้อนไป... สุนัขของท่านอ๋องไม่ได้มาแค่เพื่อจับพวกเจ้าหรอก แต่พวกมันมาเพื่อฆ่าปิดปากใครบางคนในจวนนี้ต่างหาก”*
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของเพดาน ร่างนั้นสวมหมวกสานปีกกว้างปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าสิ่งทีทำให้เฟยหลงและหลี่เหมยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่ที่เอวของแขกยามวิกาลผู้นั้น... มันคือป้ายหยกของ ‘องค์ชายรัชทายาท’ ผู้ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ด้วยโรคระบาดไปเมื่อสามปีก่อน!
เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 7
เมืองหลวงที่ตื่นตระหนก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!