กลิ่นอายความชื้นของดินปนคาวเลือดจางๆ ยังคงติดอยู่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าคือกลิ่นฉุนกึกของ "หญ้าพันพิษ" ที่เผาไหม้ในเตาถ่านขนาดเล็กตรงหน้า
“เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, เฟยหลง”
เสียงของหลี่เหมยดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องพักแรมอันมืดทึบ นางนั่งอยู่มุมห้อง แสงตะเกียงวับแวมทาบใบหน้าเรียวคมที่ฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางกำลังบรรจงฝนหินอัคนีเพื่อเตรียมใช้ถอนพิษ แต่สายตากลับจ้องมองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง
เฟยหลงไม่ขยับเขยื้อน ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาล สายตาคมปลาบจับจ้องออกไปเบื้องนอก ทิวทัศน์เบื้องหน้าคือเทือกเขาสูงตระหง่านทอดตัวยาวเหยียดไปทางทิศตะวันตก ที่ซึ่งหมอกหนาทึบปกคลุมราวกับค่ายกลธรรมชาติ ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ดินแดนที่ผู้คนปกติจะเหยียบย่างเข้าไป—มันคือ "หุบเขาอสุพิษ" สถานที่ซึ่งแม้แต่ยมบาลยังต้องหลีกทาง
“หากข้าไม่ยอมเล่นกับไฟ ข้าก็ไม่มีวันเผาผลาญศัตรูที่อยู่เบื้องหลังตระกูลของเราได้” เฟยหลงเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งในคืนเหมันต์
“เจ้าคิดว่าปรมาจารย์แห่งพิษ ‘มู่หรงเทียน’ จะยอมช่วยเหลือพวกเราอย่างนั้นหรือ?” หลี่เหมยถอนหายใจเบาๆ นางวางหินอัคนีลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังก้องกังวานในความเงียบ “คนผู้นั้นปลีกวิเวกจากยุทธภพมากว่าสามสภากาล ข่าวลือกล่าวว่าเขาเสียสติไปแล้วเพราะพิษย้อนกลับ บ้าคลั่งจนสังหารแม้กระทั่งศิษย์เอกของตนเอง การไปหาเขา... เท่ากับเดินเข้าปากเสือ”
“เสือตัวนั้นอาจเป็นความหวังเดียวที่เรามีในการไขปริศนา ‘พิษเก้าอัคคี’ ที่ท่านอ๋องจางเหว่ยใช้ปลิดชีพท่านพ่อ” เฟยหลงหันกลับมาเผชิญหน้า แววตาคู่นั้นสะท้อนประกายความแค้นที่ลุกโชนอย่างเงียบเชียบ “ต่อให้ต้องควักหัวใจมันออกมาดู ข้าก็จะไม่ลังเล”
หลี่เหมยเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดสามารถสั่นคลอนความตั้งใจของบุรุษผู้นี้ได้อีกแล้ว รอยแผลเป็นในอดีตกัดกินจิตวิญญาณของเขาจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความหวาดกลัว มีเพียงความมืดและเป้าหมายเดียวในการมีชีวิตอยู่
ยามวิกาลผ่านพ้นไปอย่างไร้ซุ่มเสียง เมื่อแสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดออกไป ทั้งสองก็ควบม้าลัดเลาะผ่านผืนป่าทึบมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกตามแผนที่โบราณที่แลกมาด้วยหยาดเลือด เส้นทางยิ่งสูงชัน อากาศยิ่งเบาบางลง และสิ่งที่แปลกประหลาดคือ ต้นไม้ใบหญ้าแถบนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ แม้แต่แมลงตัวเล็กๆ ก็ยังมีลวดลายสีสันฉูดฉาด—สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่บอกว่าพวกเขาก้าวเข้าสู่เขตแดนของพิษร้ายแรงแล้ว
ตลอดทาง เฟยหลงใช้ "วิชาตัวเบาก้าวเงาจันทรา" นำหน้าคอยสำรวจเส้นทาง สายตาคอยกวาดมองหาค่ายกลหรือกับดักที่อาจถูกวางไว้ มือขวาสอดอยู่ในแขนเสื้อ สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของเข็มพิษเจ็ดดาวที่เตรียมพร้อมปลิดชีพผู้บุกรุกได้ทุกเมื่อ ส่วนหลี่เหมยควบม้าตามมาติดๆ คอยระวังหลังและเตรียมสมุนไพรแก้พิษฉุกเฉินไว้ในอกเสื้อ
จนกระทั่งยามบ่ายคล้อย ม้าทั้งสองตัวหยุดกะทันหัน มันส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก ขาหน้าขุดคุ้ยพื้นดินราวกับสัมผัสได้ถึงภัยมืดที่มองไม่เห็น
เบื้องหน้าของพวกเขาคือสะพานไม้เก่าแก่ที่ทอดข้ามห้วงเหวลึก หมอกหนาทึบสีเขียวเข้มลอยอวลอยู่เบื้องล่าง ส่งกลิ่นหอมหวานชวนเคลิบเคลิ้มแต่น่าสะพรึงกลัว ที่ปลายสะพานฝั่งตรงข้าม มีศาลาหินเก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ร่างของชายชราผมยาวขาวโพลนรุงรังในชุดคลุมขาดวิ่นนั่งหันหลังให้ เขากำลังใช้มือเปล่าคนหม้อดินขนาดใหญ่ที่ส่งควันสีดำพวยพุ่ง
“ผู้ใดบังอาจรบกวนความสงบของคนแก่ใกล้ตาย?” เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้นโดยที่ชายชราผู้นั้นไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เฟยหลงก้าวเท้าลงบนสะพานไม้ เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอาร์ดท่ามกลางความเงียบงัน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “ผู้น้อยเฟยหลงคารวะท่านประมาจารย์มู่หรง พวกเราเดินทางมาไกลนับพันลี้ เพื่อขอคำชี้แนะเรื่องพิษสายหนึ่ง”
ชายชราหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ‘ฮ่าๆๆๆ’ เสียงหัวเราะแหบแห้งนั้นบาดแก้วหูจนหลี่เหมยต้องยกมือขึ้นปิดหู
“คำชี้แนะ? ในยุทธภพนี้มีแต่คนอยากให้ข้าตาย หรือไม่ก็อยากได้ตำราพิษของข้า เจ้าเป็นคนประเภทไหนกันล่ะ... เจ้าหนุ่ม”
พูดจบร่างของชายชราก็หายวับไปจากศาลาหินด้วยความเร็วเหนือมนุษย์!
*วู้มมม!*
ประกายสีเขียวมรกตพุ่งวาบเข้าใส่หน้าอกของเฟยหลงอย่างกะทันหัน รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ปฏิกิริยาตอบสนองของมือสังหารทำงานในเสี้ยววินาที เฟยหลงพลิกตัวหลบพร้อมกับสะบัดข้อมือส่งเข็มพิษสวนกลับไปในทิศทางเดียวกันทันที!
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ชายชราปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ มือเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งปัดเข็มพิษของเฟยหลงกระเด็นออกไปได้อย่างง่ายดาย เขาร่อนลงยืนบนราวสะพานไม้ด้วยปลายเท้าอย่างมั่นคง ดวงตาฝ้าฟางฉายแววดุร้ายและเจ้าเล่ห์
“ฝีมือไม่เลว... แต่ยังอ่อนหัดนัก!” มู่หรงเทียนแสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันสีดำสนิท “หากอยากเรียนรู้เรื่องพิษกับข้า เจ้าต้องรับ ‘พิษหมื่นพิฆาต’ ของข้าให้ได้เสียก่อน!”
ว่าแล้วชายชราก็สะบัดแขนเสื้อ ขับกลุ่มควันสีม่วงเข้มพุ่งเข้าใส่เฟยหลงและหลี่เหมยทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ และในพริบตานั้นเอง พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของหลี่เหมยก็ผุกร่อนยุบตัวลง นางส่งเสียงร้องตกใจร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึกเบื้องล่างที่มีหมอกพิษหนาทึบรออยู่!
“หลี่เหมย!”
เฟยหลงตะโกนสุดเสียง สัญชาตญาณความห่วงใยพุ่งพล่านเหนือความตาย เขาพุ่งตัวตามลงไปในห้วงเหวโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างทั้งสองร่างดิ่งวูบลงสู่ความมืดมิด ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของปรมาจารย์พิษที่ก้องกังวานอยู่เบื้องบน
ทว่า... ในวินาทีที่กำลังจะร่วงหล่นผ่านม่านหมอกพิษหนาทึบ สายตาของเฟยหลงก็เหลือบไปเห็นเงาดำร่างหนึ่งยืนรออยู่บนโขดหินกลางห้วงเหว บุคคลปริศนาผู้นั้นสวมหน้ากากเงินครึ่งหน้า และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเฟยหลงหยุดเต้นไปชั่วขณะ คือกระบี่ในมือของอีกฝ่าย—มันคือกระบี่ประจำตัวของบิดาเขา ที่ควรจะสูญหายไปในคืนวันนองเลือดเมื่อสิบปีก่อน!
“ยินดีต้อนรับสู่ก้นเหวแห่งความจริง... ลูกชาย” เสียงทุ้มนุ่มลึกลับดังลอดออกมาจากหลังหน้ากากเงิน ก่อนที่สติของเฟยหลงจะดับวูบลงท่ามกลางละอองพิษ
โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดและร่วมลุ้นระทึกไปกับข้าในตอนที่ 43 นี้ครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 43
การเดินทางสู่ทิศตะวันตก
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!