เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 24

หุบเขาพันธนาการ

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
“เจ้ายังยึดติดกับลมหายใจของศัตรูมากเกินไป เฟยหลง... คนที่ตามหาจังหวะการเต้นของหัวใจผู้อื่นโดยลืมจังหวะของตนเอง ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าที่บินเข้าหากองเพลิง” น้ำเสียงแหบพร่าดั่งใบไม้แห้งกรอบถูกบดขยี้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงถ้ำเบื้องล่างหุบเขาพันธนาการ ชายชราตาบอดในชุดผ้าป่านขาดวิ่น นั่งนิ่งสงบอยู่บนแท่นหินที่ดูธรรมดา ทว่ารอบกายเขากลับแผ่ซ่านไอสังหารที่เย็นเยียบจนลมหายใจของเฟยหลงกลายเป็นไอสีขาวขุ่น เฟยหลงกุมกระบี่ในมือแน่น โลหิตหยดหนึ่งไหลรินจากแผลที่ต้นแขนลงสู่พื้นดิน ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือบทเรียนราคาแพงที่ปรมาจารย์ตาบอดผู้นี้หยิบยื่นให้ในทุกวินาทีที่เขาก้าวพลาด “วิชาพิษของท่าน... มันแฝงอยู่ในลมหายใจตั้งแต่เมื่อไหร่” เฟยหลงเค้นเสียงถาม ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย พยายามโคจรลมปราณเพื่อสกัดกั้นไอพิษที่เริ่มแทรกซึมผ่านรูขุมขน ชายชรากระตุกยิ้มที่มุมปาก เผยให้เห็นฟันที่หลุดหายไปหลายซี่ “ข้าไม่ได้ใช้พิษ เฟยหลง... ข้าเพียงแค่ทำให้เจ้าได้กลิ่นความตายที่เจ้าแบกมันไว้บนหลังมานานหลายปีต่างหาก” หลี่เหมยที่ยืนหลบอยู่หลังเสาหินไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป นางก้าวออกมาพร้อมกับตลับเข็มเงินในมือ สายตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านอาจารย์ ท่านกำลังทำร้ายเขาเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ร่างกายเขาบอบช้ำเกินกว่าจะรับวิชาขั้นสูงของท่านในสภาพนี้” “ความบอบช้ำคือกระดานวาดเขียนที่ดีที่สุด” ชายชราตวาดกลับโดยไม่หันหน้ามอง “หากเขาไม่อาจผ่านด่าน ‘จิตสัมผัสไร้ลักษณ์’ ได้ ต่อให้เขามีกระบี่ของเทพเจ้าอยู่ในมือ เขาก็เป็นได้แค่เพียงนักฆ่าชั้นเลวที่รอวันถูกท่านอ๋องจางเหว่ยขยี้ทิ้งเหมือนมดปลวก!” เฟยหลงหลับตาลง ภาพของครอบครัวที่ล้มตายใต้คมดาบของทหารหลวงผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ กลิ่นคาวเลือดที่ฝังใจ ความแค้นที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายปีหลอมรวมเป็นความมุ่งมั่นเดียวในยามนี้ เขาค่อยๆ ปล่อยกระบี่ในมือให้ร่วงหล่นลงพื้น *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบหินดังก้องไปทั่วหุบเขา “ทิ้งกระบี่แล้ว... เจ้าคิดจะมอบตัวหรือ?” ปรมาจารย์ตาบอดถามเย้ยหยัน “ข้าเพียงแค่เลิกสู้กับท่านด้วยวิชาที่ข้าเคยมี” เฟยหลงตอบเสียงเรียบ ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอ ผิดกับความร้อนรุ่มเมื่อครู่ “เพราะวิชาที่ข้าเคยเรียนมา คือวิชาของนักฆ่าที่ต้องพึ่งพาอาวุธ แต่ที่ท่านต้องการสอนข้า... คือวิชาของ ‘เงา’ ที่ไม่มีตัวตน” ชายชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่าออกมา “ดี! งั้นเจ้าจงฟัง... หลับตาลง แล้วบอกข้าว่าเจ้าเห็นอะไรในความมืดที่ไร้แสงนี้” เฟยหลงหลับตาลง ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้น เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่หยดลงจากเพดานถ้ำ เสียงแมลงปีกแข็งที่บินผ่านในระยะห่างออกไปสิบวา และที่สำคัญที่สุด... เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงทิศทางของไอสังหารที่พุ่งออกมาจากร่างของชายชราเบื้องหน้า มันไม่ใช่กระแสลม แต่เป็นจังหวะการหมุนเวียนของพลังปราณที่ละเอียดอ่อนดุจใยแมงมุม ทันใดนั้นเอง ชายชราดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ก้อนกรวดเล็กๆ บนพื้นพุ่งเข้าหาเฟยหลงราวกับกระสุนธนู เฟยหลงไม่ลืมตา ไม่แม้แต่จะขยับเท้า แต่ร่างกายเขากลับเอนไปด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ก้อนกรวดเฉี่ยวใบหน้าเขาไปเพียงมิลลิเมตร “ใช้ได้...” ชายชราพึมพำ “แต่ยังไม่เร็วพอ” การฝึกฝนดำเนินไปอย่างหนักหน่วงจนล่วงเลยเข้าสู่ยามดึก เฟยหลงถูกซัดด้วยวิชาปราณที่มองไม่เห็นนับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำ แต่จิตใจกลับตื่นรู้เหมือนได้รับแสงสว่างท่ามกลางคืนที่มืดมิด “ท่านอ๋องจางเหว่ยไม่ได้มีดีแค่กองกำลังทหาร” ปรมาจารย์ตาบอดกล่าวขึ้นขณะที่เฟยหลงกำลังหอบหายใจ “เขามี ‘เนตรอเวจี’ ที่สามารถอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูผ่านการบิดเบี้ยวของอากาศ หากเจ้ายังยึดติดกับกระบวนท่า เจ้าไม่มีวันชนะมันได้” เฟยหลงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งเหมือนก่อน แต่กลับดูว่างเปล่าและลึกซึ้งดุจห้วงเหว “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะต้องกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่อากาศก็มองไม่เห็น... ใช่หรือไม่?” “ถูกของเจ้า” ชายชราขยับกายลุกขึ้นยืนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี “แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น... เจ้าต้องเผชิญกับ ‘แขก’ ที่มาเยือนหุบเขาเสียก่อน” บรรยากาศในถ้ำเปลี่ยนไปทันที ไอสังหารที่อบอวลอยู่รอบกายชายชราจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นกำยานที่คุ้นเคย กลิ่นที่ทำให้เฟยหลงต้องกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต ที่ปากทางเข้าถ้ำ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าสะอิดสะเอียน มือข้างหนึ่งถือพัดที่ทำจากกระดูกมนุษย์ “ไม่นึกเลยว่าหลานชายผู้โดดเดี่ยวของข้า จะหลบมาฝึกวิชากับคนตายในที่ห่างไกลเช่นนี้” ท่านอ๋องจางเหว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล ทว่าสายตาของเขากลับกวาดมองเฟยหลงด้วยความรู้สึกสมเพช “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... คนตาบอดจะช่วยให้เจ้าล้างแค้นคนที่ครองอำนาจทั่วทั้งแผ่นดินได้?” เฟยหลงไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขารู้ดีว่าการปรากฏตัวของศัตรูคู่อาฆาตในที่แห่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... แสงไฟจากคบเพลิงด้านหลังท่านอ๋อง เผยให้เห็นร่างของหลี่เหมยที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนสีทอง นางไม่ได้ถูกมัดด้วยเชือกธรรมดา แต่เป็นโซ่ที่สลักอักขระกักขังวิญญาณเอาไว้ “ปล่อยนางเสีย” เฟยหลงแค่นเสียงสั่ง กระบี่ที่ตกอยู่บนพื้นสั่นระริกราวกับมีชีวิต ท่านอ๋องจางเหว่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดพัดในมือเพียงครั้งเดียว โซ่ตรวนรอบตัวหลี่เหมยก็กระชากร่างนางให้ลอยขึ้นไปบนอากาศที่ว่างเปล่า พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบที่ดังก้องไปทั่วถ้ำ “เจ้าอยากช่วยนางงั้นหรือ? งั้นเจ้าต้องเลือกว่า... จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนตายในถ้ำนี้ หรือจะรักษาวิชาที่อาจทำให้เจ้ากลายเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจ... เหมือนกับข้า” หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับเส้นทางแห่งความมืดมิดและความลับที่กำลังจะเปิดเผยในตอนหน้านะครับ โดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%