หยาดฝนที่โปรยปรายลงมาจากผืนฟ้ายามราตรี ไม่ได้ชำระล้างกลิ่นคาวเลือดให้เจือจางลงเลย กลับยิ่งขับเน้นกลิ่นอายแห่งความตายให้คละคลุ้งเข้มข้นขึ้นในศาลเจ้าร้างอับชื้น เฟยหลงยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหินสลัก ปลายเท้าเหยียดยืนมั่นคงบนคานไม้ผุพัง สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคอยกวาดมองผ่านม่านสายฝนสีเทาทึบที่สาดซัดเข้ามาตามช่องหน้าต่างที่แตกหัก
เบื้องล่างคือหลี่เหมย นางกำลังใช้ร่างอันบอบบางแต่เด็ดเดี่ยวของตนเองประคองร่างโชกเลือดของผู้อาวุโสสำนักหมอเทวดา ปลายเรียวเล็บของนางสั่นเทาเล็กน้อยขณะกดจุดหยุดเลือดบริเวณหัวใจ ทว่าแววตาของสตรีผู้นี้กลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นและประกายแห่งความห่วงใยที่ส่งผ่านไปยังแผ่นหลังของบุรุษผู้ยืนตระหง่านปกป้องอยู่เบื้องหน้า
"เฟยหลง... พวกมันมากันหมดแล้ว" เสียงหวานเอ่ยเตือนด้วยความระทึก แต่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
"ครับ ข้ารับรู้แล้ว" เฟยหลงตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าภายในใจกลับเดือดดาลดั่งเพลิงกัลป์
ปัง!
ประตูไม้สักหนาหนักถูกพลังภายในอันรุนแรงซัดจนแหลกละเอียดเป็นจุล เศษไม้กระจายเกลื่อนพื้น ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระเซ็น เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทราวกับภูตผีหลุดออกมาจากขุมนรก ปราณกระบี่เย็นเยียบพุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายในทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำทักทายใดๆ ให้เสียเวลา พวกมันคือมือสังหารเงาโลหิตที่ท่านอ๋องจางเหว่ยเลี้ยงดูไว้เพื่อปิดปากทุกคนที่ล่วงรู้ความลับ
"ช่างใจร้อนเสียจริง"
เฟยหลงพึมพำเบาๆ ร่างของเขาพลันเลือนรางดั่งกลุ่มควันสีเทา วิชาตัวเบาขั้นสูงสุด 'ย่างก้าวเงาจันทรา' ทำงานอย่างไร้ร่องรอย กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาตวัดวาดออกเป็นวงโค้งประกายสีเงินยวง ปะทะเข้ากับคมกระบี่ของมือสังหารแถวหน้าที่พุ่งเข้ามา เสียงโลหิตกระทบเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวประกายไฟแลบแปลบปลาบตัดกับความมืดมิดรอบกาย
ฉับพลัน! เฟยหลงหมุนตัวพลิกพลิ้วหลบวิถีดาบที่แทงสวนมาจากด้านหลังอย่างเฉียดฉิว พร้อมกันนั้น นิ้วมือซ้ายที่ดีดออกไปอย่างแม่นยำก็ปลดปล่อยละอองพิษ 'เหมันต์ไร้เงา' ออกไปตามสายลมที่พัดผ่าน มือสังหารผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นพลันแข็งค้าง ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ล้มตึงลงขาดใจตายทันทีโดยยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องสักแอะเดียว
ทว่า จำนวนของศัตรูมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สองมือ สองเท้า ของเฟยหลงแม้จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แต่ภาระในการปกป้องหลี่เหมยและผู้อาวุโสที่ไร้ทางสู้ ทำให้เขาต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับและคอยพะวงหลังอยู่หลายครา บาดแผลถากที่ต้นแขนซ้ายปรากฏรอยเลือดซึมออกมาผสมปนเปไปกับหยาดน้ำฝนที่เปียกปอนทั่วร่าง
"เฟยหลง! ระวังด้านซ้าย!" หลี่เหมยร้องเตือนสุดเสียง เมื่อเห็นมือสังหารผู้หนึ่งแอบลอบเร้นพุ่งเข้าหาเขาจากมุมอับของเสาหิน พร้อมกับซัดซัดดาบอาบยาพิษนับสิบเล่มเข้าใส่
เฟยหลงกัดฟันกรอด ร่างกายฝืนทะยานถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อดึงระยะห่าง ทว่าความเร็วของซัดดาบนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าเงา เขาใช้กระบี่ในมือปัดป้องไปได้เจ็ดเล่ม แต่ยังมีอีกสามเล่มที่พุ่งตรงเข้าจุดตายอย่างเหี้ยมโหด
ฉึก! ฉึก!
หัวใจของหลี่เหมยหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม นางเห็นกับตาว่าซัดดาบเล่มหนึ่งปักเข้าที่หัวไหล่ขวาของเฟยหลงเต็มรัก เลือดสีคล้ำไหลทะลักออกมาทันทีบ่งบอกว่าอาวุธชิ้นนั้นเคลือบด้วยพิษร้ายแรงเพียงใด
"เจ้าโง่... ทำไมถึงไม่หลบให้พ้น" นางพึมพำด้วยความเจ็บปวดแทน น้ำตาผสมปนเปกับหยาดฝนบนใบหน้า
"เพราะข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายนิ้ว... อย่างไรเล่าครับ"
เฟยหลงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มมุมปาก แม้ใบหน้าจะซีดเผือดลงจากพิษที่เริ่มแล่นริ้วเข้าสู่กระแสเลือด เขายกมือซ้ายขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปากอย่างไม่ี่แยแส ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันน่ากลัวขึ้นทีละน้อย จิตสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่านกดดันจนมือสังหารที่เหลืออยู่ถึงกับถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว... แต่มันคือการสังหารหมู่
เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ใช้วิชากำลังภายในโคจรลมปราณสะกดพิษให้อยู่หมัด ร่างกายของเขาพุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง คราวนี้รวดเร็วและดุดันยิ่งกว่าพายุฝนด้านนอก เงากระบี่วาววับราวกับห่าฝนแห่งความตาย คร่ากุมชีวิตมือสังหารทีละคน สองคน สามคน จนพื้นศาลเจ้าร้างนองไปด้วยโลหิตแดงฉานกลิ่นคาวคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอดินของสายฝน
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ศัตรูทั้งหมดก็นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ เหลือเพียงเฟยหลงที่ยืนหอบหายใจถี่กระชั้น หยดน้ำฝนและเลือดไหลย้อยหยดลงสู่พื้นอย่างต่อเนื่อง เขาปักกระบี่ลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง ทว่าในวินาทีที่ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง เสียงปรบมือแผ่วเบากลับดังขึ้นมาจากความมืดมิดบริเวณด้านหลังพระประธาน
แปะ... แปะ... แปะ...
"ฝีมือยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักกระบี่โลหิต"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมดังขึ้น พร้อมกับร่างในชุดคลุมผ้าแพรปักลายมังกรทองปรากฏตัวขึ้นช้าๆ ภายใต้ร่มกระดาษเคลือบน้ำมันสีดำสนิท ใบหน้านั้นงดงามราวกับคุณชายสำราญ ทว่ารอยยิ้มกลับเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
ท่านอ๋องจางเหว่ย... ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาในศาลเจ้าร้างแห่งนี้ด้วยตนเอง พร้อมกับเงาร่างของยอดฝีมืออีกสี่คนที่แผ่รังสีอำมหิตออกมารุนแรงยิ่งกว่าพวกมือสังหารรุ่นก่อนหน้าหลายเท่าตัว
เฟยหลงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าเป้าหมายสูงสุดจะเดินทางมาติดกับด้วยตนเองเช่นนี้ ทว่าก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวเข้าประจันหน้า จู่ๆ ร่างของหลี่เหมยที่อยู่เบื้องหลังก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พร้อมกับกระอักเลือดสีดำสนิทออกมาคำโต
"เหมยเอ๋อร์!" เฟยหลงตกใจสุดขีด รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างนางทันทีด้วยความลนลานเป็นครั้งแรก
"ฮ่าๆๆๆ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าซัดดาบเมื่อครู่มีพิษแค่ที่หัวไหล่เจ้า?" ท่านอ๋องจางเหว่ยแย้มยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ "พิษสลายวิญญาณ... แผ่ซ่านผ่านละอองฝนและซึมเข้าสู่ผิวหนังของสตรีผู้น้องตั้งแต่พวกมันก้าวเท้าเข้ามาแล้ว หากเจ้าไม่ยอมมอบคัมภีร์ลับและยอมสลายยุทธภพแต่โดยดี ภายในสามลมหายใจนางจะต้องขาดใจตายอย่างทรมานที่สุด!"
เฟยหลงมองสลับระหว่างร่างที่กำลังหมดสติของหลี่เหมยในอ้อมแขน กับคมกระบี่ที่จ่อตรงมาเบื้องหน้าจากท่านอ๋องจางเหว่ย แววตาที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกในชีวิต
— ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามครับ
— เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น•ตอนที่ 50
ศึกกลางสายฝน
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพิษสังหาร: จันทราเลือดทวงแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!