นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา•ตอนที่ 8

กับดักที่ออกแบบมาให้เดินเข้าหา

ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
กลิ่นโลหะจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของตรอกแคบหลังหอศิลป์ย่านเมืองเก่า คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่ารินไม่ได้กำลังฝันไป ใบมีดสเตนเลสขนาดพกพาที่เฉียดผ่านแก้มไปเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน ปักคาอยู่กับผนังอิฐมอญด้านหลัง เกิดเสียงดัง *ควับ* สนั่นหู "ยืนใจลอยแบบนี้ คิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ได้สักกี่ลมหายใจกันครับ คุณริน" เสียงกระซิบกระเส่าที่คุ้นหูจนเกินไปดังขึ้นชิดริมใบหู พร้อมกับท่อนแขนแข็งแกร่งที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางไว้ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ แรงกระชากนั้นดึงรินให้หลุดพ้นจากวิถีของคมมีดเล่มที่สองที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างเฉียดฉิว ลมหายใจอุ่นร้อนของคีรินปัดผ่านซอกคอขาว ขณะที่แผ่นหลังของรินแนบชิดติดกับแผงอกกว้างภายใต้เสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มของศัลยแพทย์หนุ่ม รินไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณนักสืบ พลางเอี้ยวตัวกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่ถือวิสาสะดึงเขาเข้าสู่อ้อมกอดอันตราย "ปล่อยผมได้แล้วครับ คุณคีริน... ผมคิดว่าผมจัดการเงาพวกนั้นทัน" รินเอ่ยเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัวมือสังหารไร้เงา แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ใกล้กันจนรับรู้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายต่างหาก คีรินไม่ยอมปล่อย ตรงกันข้าม วงแขนที่โอบรอบเอวบางกลับกระชับแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่มองลึกเข้าไปในดวงตาของริน แววตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความดุดันและกระหายการครอบครองที่เด่นชัดจนน่าขนลุก "จัดการทันอย่างนั้นหรือครับ? ถ้าผมมาช้ากว่านี้อีกสามวินาที สิ่งที่แปเปื้อนผนังตรงนั้นคงไม่ใช่แค่เศษปูน แต่เป็นสมองของคุณ" คีรินเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด "คุณมันดื้อด้านเกินเยียวยา ริน... ชอบเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้อยู่เรื่อย" "มันเป็นงานของผม..." รินเถียงกลับทันควัน ดวงตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ "อีกอย่าง ผมไม่ได้ขอให้คุณตามมาสอดรู้สอดเห็นสักหน่อย" "งานงั้นหรือ?" คีรินหัวเราะเยาะ ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการผ่าตัดมานับไม่ถ้วนเอื้อมขึ้นมาแตะที่คางคางเรียว บังคับให้รินต้องเงยหน้าขึ้นรับสายตาคุกคาม "จำไว้ว่าวัตถุชิ้นล่าสุดที่คุณแตะเมื่อบ่าย มันเชื่อมโยงถึงองค์กรใต้ดินที่คุณไม่มีวันสู้ไหว ถ้าผมไม่คอยตามเก็บกวาดให้ คุณคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปนานแล้ว" บรรยากาศในตรอกแคบเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่อบอวลด้วยเคมีอันตราย ความใกล้ชิดทำให้รินได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ จากตัวคีริน มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและอันตรายในเวลาเดียวกัน มือบางยกขึ้นดันอกอีกฝ่ายไว้ แต่คีรินกลับไม่มีทีท่าจะถอยหนี ซ้ำยังขยับเข้ามาจนพื้นที่ระหว่างทั้งคู่แทบไม่เหลือช่องว่าง ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบกำลังทำหน้าที่ตอกย้ำจังหวะการเต้นของหัวใจที่ตรงกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็ดังแว่วมาจากปากตรอก เงาดำร่างหนึ่งไหววูบพร้อมกับประกายแสงสะท้อนของโลหะที่ส่องวาบ คีรินสบถเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นโหมดนักล่าในเสี้ยววินาที ร่างสูงดึงรินให้หลบเข้าไปในซอกมุมอับของโครงสร้างบันไดหนีไฟเก่าๆ อย่างรวดเร็ว ร่างของรินถูกดันให้แนบชิดกับผนังเย็นเฉียบ โดยมีร่างสูงใหญ่ของคีรินกางแขนกั้นตรึงไว้ทุกด้าน ไม่ต่างจากการกักขังเขาไว้ในอ้อมแขน "ชูส์..." คีรินกระซิบชิดริมฝีปาก ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนริมฝีปากของรินเพื่อห้ามคำพูดใดๆ รินชะงักไป ดวงตาสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่มองตรงมาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา ในระยะประชิดนี้ เขาสามารถมองเห็นเงสะท้อนของตัวเองในแววตาของคีรินได้อย่างชัดเจน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหน ความคลั่งไคล้ และความโกรธเกรี้ยวที่ผสมปนเปกันจนน่ากลัว เสียงฝีเท้าของมือสังหารกลุ่มนั้นเดินเลยผ่านตรอกไป เสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังแว่วมาและค่อยๆ จางหายลงในความเงียบยามค่ำคืน แต่คีรินก็ยังไม่ยอมขยับตัวออก ร่างกายของทั้งคู่ยังคงแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากกันและกัน "พวกมันไปแล้วครับ..." รินกระซิบแผ่วเบา พยายามเบี่ยงหน้าหนีสัมผัสที่ร้อนรุ่มจากปลายนิ้วของอีกฝ่าย "คุณถอยไปได้แล้ว" "ผมยังไม่อยากถอย" คีรินตอบเสียงพร่า ดวงตาคมจ้องมองริมฝีปากของรินที่ไม่ยอมหยุดต่อปากต่อคำ "รู้ไหมครับ... ทุกครั้งที่คุณทำตัวอวดเก่งใส่ผม มันทำให้ผมอยากทำลายความเย่อหยิ่งพวกนั้นให้หายไปซะ" "คุณ..." รินเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความอันตรายของศัลยแพทย์หนุ่ม ก่อนที่รินจะได้ทันเอ่ยคำพูดใดโต้กลับ คีรินก็ก้มหน้าลงมาอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยริมฝีปากที่แนบชิดลงมาอย่างไร้การลังเล เป็นสัมผัสที่กึ่งบังคับกึ่งเรียกร้อง เต็มไปด้วยความดุดันแต่ก็แฝงความเร่าร้อนจนรินแทบจะสูญเสียการควบคุม มือบางที่เคยพยายามผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อโค้ทของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรินก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น คีรินก็ผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ใบหน้ายังคงอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ลมหายใจร้อนรินรดกันจนสั่นสะท้าน คีรินจ้องมองรินด้วยแววตาที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ปรารถนา ก่อนจะเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้นในความมืด ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาคีรินต้องหรี่ตาลงด้วยความไม่พอใจ "คนโทรมาคือใครครับ?" คีรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่กดต่ำลงจนน่ากลัว รินก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนล่าสุดที่เพิ่งเด้งขึ้นมาพร้อมกับสายเรียกเข้า เป็นภาพถ่ายใบหน้าของบุคคลปริศนาในวัยเด็ก... ภาพเดียวกับที่หายไปจากแฟ้มคดีของเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังไม่ทันที่รินจะกดรับสาย หน้าจอมือถือก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงกริ่งเตือนภัยประหลาดที่ดังมาจากห้องพักชั้นบนของหอศิลป์—ที่ซึ่งควรจะปิดทำการไปตั้งแต่สามชั่วโมงก่อน ดวงตาสีเข้มของคีรินวาวโรจน์ขึ้นทันที เขากระชากข้อมือของรินให้ก้าวตามอย่างรวดเร็ว "ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้มากันแค่สองคนแล้วล่ะครับ" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%