กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางคละคลุ้งไปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราคาแพงในห้องสี่เหลี่ยมทึบแสง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย รินกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความเจ็บแปลบจากรอยแผลลึกบริเวณหัวไหล่ขวาไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเจ็บปวดในโมนันนี้ ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวราวกับศิลปินของคีรินกำลังคีบสำลีชุ่มแอลกอฮอล์กดลงบนบาดแผลอย่างไม่ปรานี
"ถ้ายังดื้อดึงวิ่งไปคว้าวัตถุชิ้นนั้นโดยไม่ประเมินความปลอดภัยอีก ผมคงต้องพิจารณาใช้กุญแจมือล็อกคุณไว้กับเตียงนอนถาวรแล้วล่ะครับ คุณริน"
น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วของศัลยแพทย์หนุ่มเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ทุกสัมผัสที่แตะลงบนผิวเนื้อสร้างกระแสความร้อนวูบวาบตัดกับความเย็นเฉียบของบรรยากาศรอบตัว คีรินจงใจออกแรงกดที่ปากแผลเพิ่มขึ้นอีกนิด จนคนเจ็บต้องสูดปากด้วยความเจ็บใจ
"ปล่อยให้ฉันตายไปซะ คงจะสบายใจคุณมากกว่ามานั่งทำหน้ายักษ์ใส่แบบนี้สินะครับ คุณหมอ" รินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตตวัดมองกลับด้วยความไม่ยอมแพ้ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มกรอบหน้า "หรือกลัวว่าถ้าฉันตาย... จะไม่มีใครคอยไขปริศนาความทรงจำบ้าๆ ในหัวคุณให้กันแน่"
คีรินหยุดมือลงทันที ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตา ดวตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับอันตรายที่รินคุ้นเคยดี มันคือแววตาของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อในกรงทอง คีรินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน รัศมีกดดันแผ่ซ่านจนห้องทั้งห้องแคบลงถนัดตา
"ความทรงจำของคุณจะมีค่าอะไร... ถ้ามันไม่มีผมอยู่ในนั้นด้วยล่ะครับ"
คำพูดราบเรียบแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความคลั่งรักดิบเถื่อน ทำให้หัวใจของรินกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ คีรินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนแทบไม่มีช่องว่าง ปลายนิ้วที่เคยถือสำลีแผลเปลี่ยนเป็นไล้เกลี่ยกรอบหน้าของรินอย่างทะนุถนอมราวกับรังเกียจและโหยหาในเวลาเดียวกัน "คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ริน... ถึงกล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับเศษเสี้ยวอดีตไร้สาระพวกนั้น คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าร่างกายนี้... เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร"
"คุณมันบ้า..." รินพึมพำเสียงแผ่ว พยายามเบือนหน้าหนีสัมผัสร้อนลวกที่แผดเผาสติสัมปชัญญะ แต่มือหนากลับตรึงคางของเขาไว้แน่นบังคับให้ต้องรับรู้สายตาคู่นั้น
"ใช่ครับ ผมมันบ้า" คีรินยอมรับอย่างไร้ความละอาย มุมปากหยักยกยิ้มร้ายกาจ "บ้าจนอยากจะขังคุณไว้ในห้องนี้ ชนิดที่ต่อให้โลกภายนอกถล่มลงมา คุณก็ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก... ดีไหมครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน บาดแผลที่หัวไหล่ถูกปิดทับด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต แต่หัวใจของรินกลับเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับฆาตกรเสียอีก เคมีอันตรายระหว่างทั้งคู่พุ่งสูงถึงขีดสุด เป็นความสัมพันธ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างความตายและการครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ
ทว่า... ก่อนที่คีรินจะได้เอ่ยประโยคชวนใจเต้นระทึกไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามา
ปัง! ปัง! ปัง!
"คุณคีริน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ครับ! ตำรวจล้อมตึกไว้หมดแล้ว!"
เสียงตะโกนก้องด้วยความร้อนรนของสารวัตรภาคภูมิ ดังแทรกบรรยากาศหวานอมเปรี้ยวในห้องมืดสนิท คีรินชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ รินฉวยโอกาสนั้นผลักอกแกร่งออกเบาๆ ทว่าคีรินกลับคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
"ดูเหมือนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมารบกวนเวลาส่วนตัวของเราซะแล้วสิครับ..." คีรินโน้มตัวกระซิบชิดริมหิวปาก นัยน์ตาดำมืดเต็มไปด้วยความดุดัน "แต่จำคำผมไว้นะริน... ต่อให้คนทั้งโลกพยายามจะพาคุณหนีไปจากผม ผมก็จะตามล่า... และลากคุณกลับมาอยู่ใต้ร่างผมแบบนี้เหมือนเดิม"
พริบตาเดียว เสียงบานประตูไม้เนื้อหนาก็กระแทกเปิดออกผ้าม่านสะบัดไหว เผยให้เห็นเงาร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดเครื่องแบบยืนเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางกระแสลมเย็นเฉียบที่พัดกรรโชกเข้ามาในห้องทดลองลับ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา•ตอนที่ 9
บาดแผลที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!