เสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่กระจกหน้าต่างของเซฟเฮาส์หลังเก่าริมชานเมือง ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เสียงกราวของเม็ดฝนที่โถมเข้าใส่ตัวอาคาร กลับยิ่งบีบให้พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้แคบลงไปอีก จนกระทั่งลมหายใจของคนสองคนแทบจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน
รินยืนพิงแผ่นหลังติดกับผนังปูนเย็นเยียบ ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อยอย่างไร้ทางหนี คีรินในยามนี้ไม่มีคราบของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นและสุภาพเรียบร้อยในโรงพยาบาลหลงเหลืออยู่เลย แววตาของเขาคมกริบราวกับสัตว์นักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม ทว่าในความดุดันนั้นกลับแฝงไว้ด้วยประกายความคลั่งไคล้ที่รุนแรงเสียจนรินต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อตั้งสติ
"คุณถอยไปหน่อยคีริน ที่นี่ไม่ได้กว้างขนาดนั้น และผมคิดว่าเราคุยกันดีๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ระยะประชิดแบบนี้" รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงพยายามรักษาความราบเรียบเอาไว้ให้มากที่สุด แม้หัวใจในอกข้างซ้ายจะกำลังเต้นรัวจนน่าหงุดหงิด
คีรินไม่ถอย เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนปลายรองเท้าแทบจะชิดกัน มือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบกับผนังกำแพงกั้นทางด้านข้างของริน กักขังร่างเพรียวบางไว้ในอาณาเขตของตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
"คุยเหรอครับ..." คีรินทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนที่พยายามตีสีหน้าเย็นชาใส่เขา "คุณคิดว่าเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรอยู่ล่ะครับริน เรื่องคดีฆาตกรรม? หรือเรื่องวัตถุบ้าบอที่คุณกำลังตามหาอยู่?"
"มันไม่ใช่เรื่องบ้าบอ..." รินสวนกลับทันควัน ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร "สิ่งที่คุณซ่อนไว้ในห้องใต้ดินนั่นต่างหากที่บ้าบอ และคุณเองก็รู้ดีว่าภาพที่ผมเห็นจากแหวนวงนั้นมันหมายถึงอะไร"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของคีริน รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา และเต็มไปด้วยความอันตรายที่ชวนให้ขนลุกซู่
"คุณฉลาดเกินไปริน... และนั่นคือสิ่งอันตรายที่สุดสำหรับตัวคุณเอง" คีรินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนจนรินต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "คุณคิดว่าการวิ่งตามหาความทรงจำในอดีตที่มันตายไปแล้ว จะทำให้คุณรอดพ้นจากสิ่งที่กำลังไล่ล่าคุณอยู่หรือไงครับ?"
"อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้คนอย่างคุณชักใยอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง!" รินตอกกลับ เสียงหอบหายใจเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเมื่อระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร เคมีอันตรายที่พุ่งพล่านอยู่ระหว่างเขาทั้งสองคนไม่ได้ทำให้พวกเขากลัวเกรง แต่มันกลับดึงดูดเข้าหากันราวกับแรงโน้มถ่วงที่ฝืนธรรมชาติ
คีรินจ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุด แววตาของศัลยแพทย์หนุ่มไหววับชั่วขณะ ความอดทนที่สะสมมานานดูเหมือนจะขาดผึ่งลงในวินาทีที่ฝนด้านนอกโหมกระหน่ำแรงขึ้น
"ถ้าผมเป็นคนชักใย... คุณก็คือคนเดียวที่ผมยอมให้เข้ามาติดอยู่ในใยนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับริน"
คำพูดนั้นไม่ได้เบาเลย แต่มันกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาท ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย รินชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึงกับประโยคสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ศัตรู"
ทว่า ก่อนที่รินจะได้ทันเอ่ยปากโต้แย้งอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงพังประตูจากด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องทันที!
ประเด็นความขัดแย้งยังไม่ทันคลี่คลาย แต่แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับพังเข้ามาขัดจังหวะในเสี้ยววินาทีเป็นตาย รินหันขวับไปมองยังประตูทางเข้าที่ถูกกระชากเปิดออก ขณะที่มือของคีรินคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนของเขาแล้วดึงหลบไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาภายใต้แสงไฟสลัวของเซฟเฮาส์—
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาในบทนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา•ตอนที่ 6
ค่ำคืนที่ฝนตกไม่หยุด
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักสะสมความทรงจำกับฆาตกรที่ไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!