วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี•ตอนที่ 4

ยันต์สื่อสารข้ามมิติ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"ท่าน..." ลู่เฉินพึมพำลอดไรฟัน ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขากำลังกดลงบนเศษกระดาษยันต์ที่หลงเหลือจากเงาดำเมื่อครู่ ปราณโลหิตสีชาดที่ยังคงคุโชนอยู่บนแผ่นยันต์ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ทว่าสิ่งที่ทำให้แววตาคู่คมของเขาสั่นไหวหาใช่ร่องรอยการหลบหนีของศัตรูไม่ แต่เป็นกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้อักขระอำพราง—กลิ่นอายของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ สำนักเดียวกันกับที่เขากำลังก้าวเดินอยู่ ยามวิกาล ณ เรือนพักรับรองเขตชั้นในของสำนัก ความเงียบงันดุจดั่งหุบเหวมรณะ แสงจันทร์สีนวลสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสา ทอดเงายาวเหยียดของบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งยืนสงบนิ่งดั่งรูปสลักหิน ลู่เฉินไม่ขยับเขยื้อนกาย ปล่อยให้จิตสัมผัสแผ่ขยายออกไปดั่งใยแมงมุม ทะลุผ่านผนังไม้และกำแพงศิลา เพื่อค้นหาเบาะแสของ "เงา" ที่กล้าอาจหาญเข้ามาลอบสังหารเขาถึงถิ่น ในมิติแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกยุทธ์ล้วนใช้กำลังห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ทว่าสำหรับลู่เฉินแล้ว สมองและค่ายกลคือกระบี่ที่คมกริบที่สุด "รนหาที่ตายเสียจริง..." เสียงทุ้มต่ำหลุดจากริมฝีปากหยักลึก เขาดีดนิ้วเบาๆ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์สายหนึ่งพุ่งวาบออกไปดั่งสายฟ้าแลบ ปักลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้า อักขระสีทองคำโบราณพลันสว่างวาบขึ้นมาทีละตัว ถักทอประสานกันเป็นตาข่ายค่ายกลสืบเสาะโลหิต นี่คือ "ยันต์สื่อสารข้ามมิติ" ขั้นสูงที่เขาใช้เวลาตระเตรียมถึงสามวันสามคืน เพื่อรอคอยเวลานี้โดยเฉพาะ ทันใดนั้น ค่ายกลใต้เท้าก็หมุนวนด้วยความเร็วสูง รัศมีแสงสีฟ้าครามแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กลีบเมฆบนท้องฟ้ายามค่ำคืนพลันม้วนตัวเข้าหากัน เกิดเป็นเสียงคำรามต่ำจากห้วงนภาดั่งฟ้าพิโรธ ในขณะที่สมาธิของลู่เฉินกำลังดิ่งลึกเพื่อแกะรอยกระแสลมปราณของคนชุดดำ ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปรายก้าวเข้ามาอย่างไร้รอยต่อ กลิ่นอายความเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาสูงโชยมาแตะจมูก ไป๋หลิน นางเซียนผู้สง่างามและโดดเดี่ยวแห่งยอดเขาเมฆาขาว นางยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะประชิด โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวว่านางฝ่าค่ายกลป้องกันรอบนอกเข้ามาได้อย่างไร ดวงเนตรคู่งามดั่งหงส์มองแผ่นยันต์ในมือของลู่เฉินด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง ความเย็นชาที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าราวกับรูปสลักหยกอ่อนลงเล็กน้อยยามที่นางเอ่ยปาก "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ลู่เฉิน" น้ำเสียงของนางใสราวกระดิ่งเงินยามต้องลม ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน "อักขระที่เจ้ากำลังแกะรอย มิใช่พลังของคนในยุทธภพทั่วไป มันคือ 'ปราณโลหิตมารทมิฬ' ที่สูญหายไปเมื่อร้อยปีก่อน การที่เจ้าใช้ค่ายกลนี้เปิดทางเชื่อมมิติ เกรงว่าจะชักนำสายตาจากเบื้องบนให้หันมามองเจ้า" ลู่เฉินไม่หันกลับไปมอง นางยังคงยืนอยู่เบื้องหลังเขา รักษาระยะห่างอันสูงส่งตามวิสัยของเทพเซียนผู้ตัดขาดจากธุลี ทว่ามุมปากของบุรุษหนุ่มกลับยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ "หากข้าไม่ยอมเดินเข้าหาไฟ แล้วไฉนเลยจะรู้ว่าผู้ใดคือคนที่สุมไฟอยู่เบื้องหลัง?" ลู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "ศิษย์พี่ไป๋... ท่านกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้า หรือกังวลว่าความลับที่ท่านซ่อนไว้ที่ยอดเขาเมฆาขาวจะถูกกระบี่ของข้าเปิดเผยกันแน่?" คำพูดของเขาราวกับคมกระบี่ที่ทิ่มแทงเข้าสู่ใจกลางความรู้สึก ไป๋หลินชะงักไปเล็กน้อย ร่างอรชรสะท้านน้อยๆ นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครึ่งก้าว จนกระทั่งกลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางลอยวนอยู่ปลายจมูกของลู่เฉิน "เจ้า... ช่างอวดดีนัก" ไป๋หลินพึมพำ ดวงตาทรงเสน่ห์แต่เย็นชาคู่นั้นจ้องมองแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ไม่เคยชายตามองบุรุษหน้าไหนในหล้า แต่กับลู่เฉินผู้นี้... ยิ่งเขาแสดงความเย่อหยิ่งและชาญฉลาดออกมามากเท่าไหร่ หัวใจที่เคยด้านชาของนางก็ยิ่งถูกสั่นคลอนมากเท่านั้น *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวผ่าลงมากลางลานฝึกยุทธ์ แสงสีทองจากค่ายกลของลู่เฉินสว่างวาบจนแสบตา อักขระแกะรอยหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ก่อนจะพุ่งทะลวงผ่านกำแพงมิติหายลับไปในความมืดมิด ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มิติเปิดออก ภาพเหตุการณ์เบื้องปลายทางก็ปรากฏขึ้นบนม่านอากาศ ร่างของคนชุดดำผู้ลอบสังหารกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาเลือด บนยอดเขาอีกแห่งหนึ่งที่ปกคลุมด้วยหมอกทึบ และข้างกายของมัน คือกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนศิลา... กระบี่ที่ลู่เฉินจดจำได้แม่นยำว่าเป็นของ "อาจารย์ปู่" ผู้ล่วงลับไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน! ลู่เฉินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างโดยไม่รู้ตัว ไป๋หลินที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันเปลี่ยนสีหน้า นางยื่นมือเรียวบางออกไปคว้าแขนเสื้อของเขาไว้โดยสัญชาตญาณ "หยุดนะ ลู่เฉิน! นั่นมัน..." ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ ประตูมิติที่เปิดค้างไว้ก็เกิดแรงดูดมหาศาลกระชากร่างของลู่เฉินเข้าไปข้างในทันที! และก่อนที่สติของเขาจะถูกกลืนหายไปในความมืดมิดข้ามมิติ มือข้างนั้นของไป๋หลินที่ยื้อไว้กลับถูกแรงดึงดูดกระชากตามเข้าไปด้วย ร่างของนางเซียนผู้สูงศักดิ์เซถลาเข้าสู่อ้อมกอดของลู่เฉินอย่างไม่ทันตั้งตัว! ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ลู่เฉินพบว่าตนเองและไป๋หลินกำลังติดอยู่ภายใน "เขตแดนโลหิตพันลี้" ที่ถูกปิดตาย รอบกายมีเงาดำนับร้อยพุ่งทะยานออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ก้องกังวานมาจากทุกทิศทุกทาง— "ยินดีต้อนรับสู่หลุมศพของเจ้า... ศิษย์น้องลู่เฉิน" (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%