วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี•ตอนที่ 3

กระบี่ในฝักหรือศรในธนู

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"คำว่า 'หวนคืน' ในปากของเจ้า มีน้ำหนักเบาบางเสียยิ่งกว่าธุลีดินที่ถูกลมพัดพาเสียอีก ลู่เฉิน" น้ำเสียงของไป๋หลินเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ทว่าแฝงไว้ด้วยคลื่นอารมณ์ระลอกใหญ่ที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งเทพธิดาผู้ตัดขาดธุลี ร่างเพรียวระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ยืนหยัดอยู่บนลานหินหยกขาว ไอเซียนสีครามจางๆ แผ่ซ่านรอบกายจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น นางมิได้ถือกระบี่ ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวกลับประทับเข้าหากันเป็นคชามูทรา บรรยากาศรอบด้านพลันกดทับลงมาด้วยแรงกดดันระดับจิตวิญญาณที่ทำให้อากาศแทบกลายเป็นของเหลว ลู่เฉินหาได้สะทกสะท้านไม่ ชายหนุ่มในชุดคลุมสีหมึกปักลายเมฆาคล้อยยืนไขว่ห้างอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงสามเชียะ ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาร่างของหญิงสาวผู้เลอโฉมแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง เขายกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเจือความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและตัวนางในเวลาเดียวกัน "ธุลีดินหรือ..." ลู่เฉินทวนคำ น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานลึกดั่งเสียงระฆังสำริดในอารามโบราณ "บางคราธุลีดินก็อาจหนาแน่นพอที่จะฝังกลบยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าได้เช่นกัน แม่นางไป๋... สิบปีที่ผ่านมา เจ้ายังคงยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์จอมปลอมของสำนักเซียนเมฆาขาว จนลืมเลือนไปแล้วกระมังว่าแกแท้จริงแล้วกระบี่นั้นคมกริบเพียงใดเมื่อมันออกจากฝัก" *เปรี้ยง!* ยังไม่ทันสิ้นเสียงคำพูด ร่างของลู่เฉินก็เลือนหายไปจากจุดเดิม คล้ายเงาพรายที่ถูกวาดขึ้นด้วยหมึกจีนแล้วถูกลมพัดกระจาย วิชาก้าวพริบตาเมฆาไร้ลักษณ์! ไป๋หลินไม่แม้แต่จะหันมอง ดวงตาคู่คมดั่งหงส์ปิดลงครู่หนึ่ง ประสาทสัมผัสด้านลมปราณของนางกว้างไกลกว่าคนทั่วไปนับร้อยเท่า ปลายนิ้วที่ประสาทไว้ดีดออกเบาๆ ดั่งสตรีดีดพิณ สายลมปราณเซียนสีขาวบริสุทธิ์นับพันสายพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือราวกับห่าฝนเข็มเงิน ตรึงพื้นที่รอบรัศมีสิบจ้างให้กลายเป็นค่ายกลปิดตายในพริบตา "เจ้าประเมินวิชาค่ายกลของข้าต่ำไปแล้ว" เสียงกระซิบกระซับดังขึ้นที่ข้างใบหูของไป๋หลิน ลู่เฉินหาได้ปรากฏตัวเบื้องหน้าตามที่นางคาดคิด หากแต่ร่างของเขาซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง ห่างจากแผ่นหลังบอบบางเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดต้นคอระหง ทำให้ร่างกายของนางชะงักงันไปวูบหนึ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่ไม่ใช่ความเร็วธรรมดา... แต่มันคือการคำนวณจุดบอดของค่ายกลและวิถีปราณล่วงหน้าถึงสามก้าว! *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบกันดั่งสนั่นหวั่นไหว แม้ลู่เฉินจะมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าฝักกระบี่ไม้สีดำสนิทในมือของเขากลับกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด มันตวัดรับกระบี่บินเล่มจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของไป๋หลินได้อย่างแม่นยำราوกับตาเห็น ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบราวกับดอกไม้ไฟกลางราตรี ไป๋หลินสะบัดตัวหลบด้วยความตกใจระคนตื่นตะลึง นางพลิกตัวกลางอากาศอย่างงดงามราวกับผีเสื้อร่อนลม ถอยร่นออกไปสิบก้าว ดวงตาคู่สวยจับจ้องชายหนุ่มเขม็ง อกบางกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่เริ่มติดขัดเล็กน้อย "เจ้า... ใช้ค่ายกลสกัดปราณเมื่อครู่ได้อย่างไร? นั่นคือเคล็ดวิชาลับประจำยอดเขาเมฆาขาว!" ไป๋หลินเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้ยังคงความเยือกเย็น ทว่าสั่นเครือด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด ลู่เฉินยืนนิ่งสงบ ฝักกระบี่ในมือถูกเก็บแนบลำตัว แววตาของเขาทอประกายล้ำลึก สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่มิใช่การห้ำหั่นด้วยพละกำลัง หากแต่คือการมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง "เคล็ดวิชาลับอันใดกัน? ในสายตาของข้า สิ่งที่เรียกว่าค่ายกลเซียนเมฆาขาว ก็เป็นเพียงภาพวาดบนผืนผ้าใบที่มีรอยรั่วร้อยแปดจุด" ลู่เฉินก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวสอดประสานกับจังหวะการเต้นของชีพจรฟ้าดิน "เจ้าฝึกฝนวิชาจนถึงขั้นหลุดพ้นจากกิเลส แต่กลับเอาโซ่ตรวนแห่งหน้าที่มาล่ามวิญญาณตนเองไว้ เจ้าคิดว่าการตัดขาดธุลีจะทำให้จิตใจบริสุทธิ์กระนั้นหรือ? ผิดมหันต์... ไป๋หลิน ความเย็นชาของเจ้าเป็นเพียงเกราะกำบังที่เปราะบางที่สุดต่างหาก" ไป๋หลินกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความทะนงตนในฐานะเทพธิดาผู้สูงส่งถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง นางเป็นถึงผู้สืบทอดอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเซียน แต่วันนี้กลับถูกชายผู้หนึ่งชำแหละจิตวิญญาณออกจนเปลือยเปล่าด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ "เจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า!" นางคำรามลั่น ไอเซียนรอบตัวระเบิดออกเป็นวงกว้าง รัศมีพลังกดดันพุ่งทะยานสู่ท้องนภาจนเมฆฝนสีดำทะมฬก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าคำรามกึกก้อง นางยกมือขึ้นวาดไปในอากาศ กระบี่เซียนประจำกาย "เหมันต์นิรันดร์" เปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งออกจากฝัก แรงกดดันระดับผสานวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แรงพอที่จะบดขยี้ภูเขาให้กลายเป็นผุยผงได้ในพริบตา นี่คือการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าที่แท้จริง! นางเอาจริงแล้ว! ลู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยความจริงจังอันน่าสะพรึงกลัว นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มหมุนวนรอบกายเขาจนเกิดเสียงหวีดหิวรากับเสียงกรีดร้องของภูตผี ทว่า ในวินาทีที่ไป๋หลินกำลังจะเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่เพื่อตัดสินแพ้ชนะ ทันใดนั้นเอง... บรรยากาศรอบลานหินหยกขาวก็เย็นเยียบลงอย่างไร้สาเหตุ กลิ่นอายความตายอันเก่าแก่และทรงพลังยิ่งกว่ากดทับลงมาจากมิติที่มองไม่เห็น เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงบนยอดเสาหินศิลาโบราณเบื้องหลังไป๋หลิน โดยที่ไม่มีใครสัมผัสได้แม้แต่เงาปราณ "ช้าก่อน... ศิษย์น้องทั้งสอง เหตุใดต้องเลือดตกยางออกกันด้วยเล่า?" น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจสะท้อนก้องในโสตประสาท ลู่เฉินชะงักกิ่งก้านกระบี่ในมือทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองไปยังผู้มาใหม่ ส่วนไป๋หลินถึงกับหน้าถอดสี กระบี่ในมือเกือบหลุดร่วง บุคคลที่ยืนอยู่บนยอดเสานั้น สวมชุดคลุมขาดวิ่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกว้างด้วยหน้ากากไม้ผุพัง ทว่ากลิ่นอายลมปราณที่แผ่ออกมา... กลับเป็นกลิ่นอายเดียวกับคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์บทที่สูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน! "ท่าน..." ลู่เฉินพึมพำลอดไรฟัน - ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและลมปราณบทนี้ไปด้วยกันนะครับ -
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%