เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อด้วยทฤษฎีควอนตัม•ตอนที่ 13

เสียงสะท้อนไม่ใช่ผีแต่มันคือฟิสิกส์

ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
"แล้วที่พิมพ์มาก่อนหน้านี้... หมายความว่ายังไงคะ ด็อกเตอร์?" หน้าจอสมาร์ทโฟนของผมสว่างวาบขึ้นในความมืด พร้อมกับข้อความของฟ้าใสที่ยิงคำถามเข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงของห้องเก็บเสียงในคณะวิทยาศาสตร์ ที่ตอนนี้มีเพียงแสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ เป็นระยะ ตึก... ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้องสะท้อนมาจากทางเดินด้านนอก ทำให้ร่างบางที่นั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้สำนักงานสะดุ้งสุดตัว ฟ้าใสรีบคว้าชายเสื้อแจ็กเก็ตของผมไว้แน่น นิ้วเรียวเล็กจิกเข้าที่แขนเสื้อจนสั่นเทา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะกวาดมองไปรอบห้อง "ดะ... ด็อกเตอร์คะ ได้ยินเสียงนั่นไหมคะ? เหมือนมีใครกำลังเดินตามเรามาเลย... หรือว่า..." เสียงของเธอขาดห้วง ลมหายใจสะดุดด้วยความตื่นตระหนก "หรือว่าจะเป็นวิญญาณบรรพบุรุษของตึกนี้ที่โกรธ ที่เราแอบเข้ามาตอนดึกๆ แบบนี้!" ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ เหลเหลือบมองคนขี้กลัวที่ตอนนี้แปลงร่างจากยูทูบเบอร์สายมูผู้มั่นใจในตัวเอง กลายเป็นลูกแมวตกน้ำที่พร้อมจะกระโดดเกาะผมได้ทุกเมื่อ แม้ในใจจะแอบอมยิ้มกับความน่าเอ็นดูนั้น แต่ภายนอกผมก็ยังคงตีสีหน้านิ่งขรึมตามสไตล์นักฟิสิกส์ผู้ยึดมั่นในความจริง "เลิกจินตนาการไปไกลถึงวิญญาณเร่ร่อนเถอะครับ คุณฟ้าใส" ผมปรายตามองเธอก่อนจะดึงแขนเสื้อตัวเองกลับเบาๆ "ไม่มีผีสางที่ไหนหรอกครับ มีแต่ความไร้เหตุผลของคุณนั่นแหละที่กำลังหลอกตัวเองอยู่" "นี่! คนเขากลัวจนไส้จะ ick อยู่แล้วนะ ยังจะมาปากดีอีก!" ฟ้าใสโวยวายเสียงสั่น หน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจแต่ก็ยังขยับตัวเข้ามาเบียดใกล้ผมมากขึ้นโดยอัตโนมัติ "ก็เสียงมันก้องกังวานขนาดนั้น แถมสะท้อนไปมาเหมือนมีคนเดินตามจริงๆ นะคะ หรือคุณอคินจะเถียงว่าฟิสิกส์อธิบายเรื่องนี้ได้อีก!" ผมแค่น้ำเสียงในลำคอเบาๆ หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดกราฟคลื่นเสียงให้เธอดู เพื่อดึงสติคนขี้ตื่นกลับมาสู่โลกแห่งความจริง "ก็เพราะมันเป็นฟิสิกส์ไงครับ ถึงได้อธิบายได้" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงจัง "เสียงที่คุณได้ยินและกลัวจนตัวสั่นเมื่อกี้ แท้จริงแล้วมันคือปรากฏการณ์ **เสียงสะท้อน (Echo)** และ **การสะท้อนกลับของคลื่นเสียง (Reverberation)** ต่างหากล่ะครับ" ฟ้าใสชะงัก กะพริบตาปริบๆ มองหน้าผมสลับกับหน้าจอแท็บเล็ต แม้ความกลัวในแววตาจะยังไม่จางหาย แต่ความสงสัยเริ่มเข้ามาแทนที่ตามประสาคนช่างสงสัย "เสียงสะท้อน? มันก็แค่เสียงสะท้อนกลับมาไม่ใช่เหรอคะ ทำไมมันถึงฟังดูหลอนเหมือนมีคนเดินตามหลังเราแจแบบนั้นล่ะ?" เธอถามเสียงอ่อย พยายามขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ไหล่ก็ยังชนกับผมอยู่ดี "ตั้งใจฟังดีๆ นะครับ ผมจะอธิบายให้ฟังแบบคนไอคิวปกติเข้าใจง่ายๆ" ผมแกล้งแซะเบาๆ ตามนิสัย ก่อนจะกวาดสายตามองรอบห้อง "เสียงคือคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการเดินทาง เมื่อเราส่งเสียงออกไป คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ไปกระทบกับวัตถุกีดขวาง เช่น ผนังห้องกระจก พื้นปูน หรือเพดานที่แข็งและเรียบ" ผมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *ก๊อก* เพื่อประกอบการอธิบาย "ถ้าพื้นผิวเหล่านั้นสะท้อนคลื่นเสียงได้ดี และระยะทางระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงกับพื้นผิวสะท้อนมีค่ามากกว่า 17 เมตร เสียงที่สะท้อนกลับมาถึงหูเราจะใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองของมนุษย์สามารถแยกแยะระหว่าง 'เสียงเดิม' กับ 'เสียงสะท้อน' ออกจากกันได้อย่างชัดเจน นั่นแหละครับที่เราเรียกว่า 'เสียงสะท้อน' หรือ Echo" ฟ้าใสพยักหน้ารับช้าๆ ดวงตาเริ่มเป็นประกายความรู้ เริ่มลืมความกลัวไปทีละน้อย "อ๋อ... เหมือนเวลาเราไปตะโกนบนภูเขาแล้วมีเสียงตะโกนกลับมาสินะคะ" "ถูกต้องครับ" ผมอมยิ้มมุมปาก "แต่กรณีที่เราอยู่ ในห้องแคบๆ แบบนี้ ระยะทางมันไม่ถึง 17 เมตรหรอกครับ ดังนั้น สมองจึงรวมเสียงเดิมกับเสียงสะท้อนเข้าด้วยกัน เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า **เสียงก้อง (Reverberation)** คลื่นเสียงมันเด้งชนผนังไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนลูกบอลยางในห้องปิดตาย ทำให้เสียงฝีเท้าของคุณเมื่อครู่มันถูกขยายและหน่วงเวลาให้ดังซ้อนกันจนฟังดูน่ากลัวยังไงล่ะครับ" ผมหยุดพูดชั่วครู่ มองใบหน้าหวานที่ตอนนี้กำลังตั้งอกตั้งใจฟังอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตคู่นั้นกะพริบถี่ๆ อย่างใช้ความคิด เคมีระหว่างเราในตอนนี้มันช่างอบอุ่นและแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางความมืดและเสียงสะท้อนรอบตัว มีเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ชัดเจนที่สุด "สรุปคือ... ไม่มีผีสินะคะ?" ฟ้าใสถามย้ำเสียงเบา แก้มใสขึ้นสีระเรื่ออย่างน่ามองเมื่อรู้ว่าตัวเองตื่นตูมไปเอง "ไม่มีครับ นอกจากความเพ้อเจ้อของคุณเอง" ผมตอบหน้าตาย พร้อมกับแกล้งเอื้อมมือไปดีดหน้าผากเธอเบาๆ "ทีนี้หายกลัวหรือยังครับ คุณยูทูบเบอร์สายมู" "โอ๊ย! เจ็บนะด็อกเตอร์!" ฟ้าใสลูบหน้าผากตัวเองปอยๆ ทำท่าฮึดฮัดจะเอาเรื่อง แต่ทว่า... จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่เงียบหายไปเมื่อครู่ ก็กลับดังขึ้นมาอีกครั้ง... *ตึก... ตึก... ตึก...* คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงก้องจากผนังห้อง แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดอยู่ที่หน้าประตูกระจกห้องทดลองของเรา ร่างสูงใหญ่เงาดำทาบทับผ่านกระจกฝ้าเข้ามา พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฟ้าใสสะดุ้งสุดตัว คว้าแขนผมไว้แน่นอีกครั้ง ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีด้วยความตกใจกลัวขั้นสุด ดวงตาเบิกกว้างมองไปที่ประตูด้วยความหวาดผวา ผมขมวดคิ้วแน่น หันไปมองที่ประตูหน้าห้องด้วยความประหลาดใจเช่นกัน ในเวลาดึกดื่นแบบนี้ ใครกันที่เดินเข้ามาถึงชั้นนี้ได้? ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยปากอะไร กลอนประตูกระจกก็ถูกบิดเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับร่างของบุคคลปริศนาที่ก้าวเข้ามาในความมืด... "อ้าว... ยังไม่กลับกันอีกเหรอครับ ด็อกเตอร์อคิน... แล้วก็น้องฟ้าใส?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อด้วยทฤษฎีควอนตัม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%