"ถ้าคุณขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกเซนติเมตรเดียว ผมคงต้องอธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงระหว่างมวลโดยใช้ร่างกายของเราเป็นตัวทดลองแล้วนะครับ ฟ้าใส"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่าแฝงรอยยิ้มพราวระยับในดวงตาคมกริบของ ดร.อคิน นักฟิสิกส์หนุ่มผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดหลุดรอดจากกรอบตรรกะ แต่วินาทีนี้ ตรรกะในหัวเขากำลังรวนเรอย่างหนัก เมื่อพื้นที่รอบตัวถูกบีบอัดให้แคบลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลืออากาศหายใจ
"ใครอยากเข้าใกล้คุณกันเล่า! ถอยไปเลยนะ ดร.บ้า!"
ฟ้าใสสะดุ้งสุดตัว สองมือเล็กพยายามผลักแผงอกกว้างของคนตัวโตกว่าออกห่าง ทว่ายิ่งดิ้น พื้นที่แคบๆ ภายในห้องเก็บอุปกรณ์ฟิสิกส์หลังเก่ากลับยิ่งทำให้สะดุด แผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางหนังสือเสียงดังโครมคราม เอกสารกองโตสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม และในจังหวะที่เธอกำลังจะเสียหลักล้ม วงแขนแข็งแกร่งก็คว้าเอวบางเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ดึงรั้งเข้ามาชิดแนบอกอย่างรวดเร็ว
ตักตวง... ตักตวง...
เสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าเป็นของใครกันแน่ ระหว่างคนถือตัวที่ตอนนี้ใบหน้าร้อนผ่าว หรือคนปากจัดที่แกล้งทำเป็นนิ่งแต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาเล็กน้อย
"ระวังหน่อยครับ มัวแต่ซุ่มซ่ามแบบนี้ เดี๋ยวก็หาว่าผมฉวยโอกาสอีกหรอก" อคินกระซิบแผ่วเบารดต้นคอ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นกระดาษตำราฟิสิกส์ลอยแตะจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่มองไม่เห็น
ฟ้าใสเงยหน้าขึ้นหวังจะต่อปากต่อคำ แต่ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกันในระยะประชิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานซับสีแดงจัดลามไปถึงใบหู ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยสนามแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่ผลักไม่ออกและดึงดูดให้เข้าหาในเวลาเดียวกัน
"นี่... ปล่อยได้แล้วมั้งคะ... เอ๊ย! ปล่อยได้แล้วนะครับ!" ฟ้าใสเกือบหลุดคำพูดติดปาก แต่เพราะสายตาดุๆ ที่กึ่งเอ็นดูกึ่งจับผิดของคนตรงหน้า ทำให้เธอต้องรีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน
อคินหัวเราะในลำคอเบาๆ นัยน์ตาพราวระยับมองอาการลิ้มลานของยูทูบเบอร์สาวสายมูแล้วรู้สึกว่า โลกนี้ไม่มีทฤษฎีควอนตัมไหนอธิบายความน่ารักน่าหยิกนี้ได้ดีไปกว่าการได้แกล้งให้เธอเขินเล่นอีกแล้ว
"เมื่อกี้คุณเผลอพูดคะนะคะอีกแล้วนะครับ สงสัยสมองส่วนที่ควบคุมภาษาจะลัดวงจรเพราะกระแสไฟฟ้าสถิตในตัวผมสินะครับ" อคินยังคงไม่วายหยอดคำกวนประสาท พร้อมกับขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนฟ้าใสต้องรีบหลบสายตาซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา
"ใครลัดวงจรกัน! ก็ห้องนี้มันแคบแถมฝุ่นยังเยอะต่างหากเล่า... อื้อ!"
ยังไม่ทันที่ฟ้าใสจะบ่นจบ เสียงฟ้าร้องคำรามก้องนอกหน้าต่างก็ดังสนั่น ตามมาด้วยแสงสว่างวาบของสายฟ้าที่ผ่าลงมาบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าภายในตึกคณะวิทยาศาสตร์ดับวูบลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบในเสี้ยววินาที
พรึบ!
ความมืดทำให้สัมผัสอื่นๆเด่นชัดขึ้น สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นที่ยังคงโอบเอวบางไว้ ความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิด และลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่ใกล้ๆ ทำให้หัวใจของฟ้าใสเต้นรัวยิ่งกว่าเดิม เธอขยับตัวยุกยิกด้วยความประหม่า มือเล็กๆ เผลอคว้าชายเสื้อเชิ้ตของอคินไว้แน่นเป็นที่ยึดเหนี่ยว
"กลัวความมืดเหรอครับ ยัยตัวยุ่ง" เสียงกระซิบกระชากพร่าดังอยู่ข้างใบหู น้ำเสียงนั้นไม่มีเค้าลางความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม
"เปล่าสักหน่อย... แค่ตกใจเสียงฟ้าต่างหาก" ฟ้าใสเถียงเสียงอ้อมแอ้ม มือยังคงกำเสื้อเขาแน่นขึ้นไปอีก
อคินอมยิ้มในความมืด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเปิดไฟฉาย ส่องสว่างขึ้นเพื่อนำทาง แต่แสงสว่างนั้นกลับส่องสะท้อนใบหน้าของทั้งคู่ให้ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก เขายังคงไม่ยอมปล่อยมือออกจากเอวบาง ขณะที่สายตาก็จ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววไหวระริก
"ในทางฟิสิกส์นะฟ้าใส..." อคินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นทีละน้อย "เวลาที่วัตถุสองชิ้นที่มีประจุต่างกันเข้าใกล้กันในระยะวิกฤต มันจะเกิดการถ่าย
เทประจุไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าไฟฟ้าสถิต..."
ฟ้าใสกระพริบตาปริบๆ "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราเล่าคะ... เอ๊ย! ครับ!"
อคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปากอีกครั้ง "ก็เกี่ยวตรงที่ว่า... ตอนนี้หัวใจของคุณกับผม คงกำลังถ่ายเทประจุความรู้สึกบางอย่างเข้าหากัน จนเกินขีดจำกัดความต้านทานแล้วล่ะครับ"
คำพูดกำกวมแต่ทรงพลังนั้นทำเอาฟ้าใสหน้าร้อนผ่าวซ่านขึ้นมาทันที เธอยกมือขึ้นตีแขนเขาเบาๆ แก้เก้อ "พูดอะไรเพ้อเจ้ออีกแล้ว! ไหนบอกว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ไงคะ... เอ๊ย! ครับ!"
"ผมไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาครับ..." อคินโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงทุ้มนุ่มละมุนจนคนฟังรู้สึกเหมือนเข่าจะทรุด "แต่ผมเชื่อมั่นในหลักฐานทางกายภาพ... และหลักฐานตอนนี้ก็ฟ้องอยู่ว่า คุณกำลังใจเต้นแรงไม่แพ้ผมเลย"
ฟ้าใสเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันชัดเจน เธอกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า...
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของรุ่นน้องในภาควิชาที่ดังทะลุความมืดเข้ามา "ดร.อคินครับ! อาจารย์เรียกประชุมด่วนเรื่องงบวิจัยปีหน้า ไฟฟ้าสำรองกำลังจะมาแล้วครับ!"
ร่างบางรีบอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ผละออกจากอ้อมแขนของอคินทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วหันไปแยกเขี้ยวใส่คนเจ้าเล่ห์หนึ่งที
"รอดตัวไปนะดร.! ไว้ค่อยเคลียร์กัน!" พูดจบฟ้าใสก็หมุนตัวจัมอ้าววิ่งหนีออกไปจากห้องเก็บอุปกรณ์ทันที ทิ้งให้อคินยืนอมยิ้มมองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยแววตาสروจใสและหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอย่างแท้จริง
อคินส่ายหัวเบาๆ กับความน่ารักของคู่หูจำเป็น เขากดเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ค้างหน้าแชทไว้ เตรียมจะพิมพ์ข้อความบางอย่างเพื่อแกล้งเธอต่อ แต่ปลายนิ้วชะงักไปเมื่อข้อความที่เขากำลังพิมพ์ค้างไว้เผลอกดส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
[อคิน: ความจริงแล้ว... ประจุในหัวใจผมมันอยากหยุดที่ (...) ]
ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความถูกส่งไปแล้ว และยิ่งตกใจหนักกว่าเดิมเมื่อหน้าจอแสดงสถานะว่าอีกฝ่าย "กำลังพิมพ์..." ตอบกลับมาทันที!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสสนามแม่เหล็กแห่งความฟินด้วยกันนะครับ
เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อด้วยทฤษฎีควอนตัม•ตอนที่ 11
ไฟฟ้าสถิตที่ไหลเวียนผ่านใจ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อด้วยทฤษฎีควอนตัม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!