ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักธุรกิจผู้หลงทางในป่าคอนกรีต•ตอนที่ 5

บทสนทนาหลังกองไฟ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"คุณบ้าไปแล้วหรือไงธันวา!" เสียงอุทานของรินรดาแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝืนกิ่งไม้แห้งใต้กองไฟที่ปะทุขึ้นมาสะเก็ดไฟสีส้มแดงแตกกระเซ็นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิทราวกับผืนกำมะหยี่ประดับเพชร ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา คนที่ธันวาบังเอิญเจอในร้านสะดวกซื้อกลางทางหลวงระหว่างทางขึ้นเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'คุณกรณฑ์' กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทคู่แข่งทางการค้าคนสำคัญ และยังเป็นอาแท้ๆ ของเขาเองผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบอร์ดบริหาร แต่แทนที่ซีอีโอหนุ่มสุดเนี๊ยบจะหลบหน้าหรือเปิดฉากปะทะคารมตามวิสัยนักธุรกิจ เขากลับเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกมาอย่างไร้ซุ่มเสียง ปล่อยให้รินรดาต้องยืนง״งเป็นไก่ตาแตกอยู่หน้าชั้นวางบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก่อนจะลากตัวเขากลับมายังแคมป์ที่พักริมลำธารแห่งนี้ด้วยความหงุดหงิดปนสงสัย ธันวายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สนามพับได้ แสงสีส้มจากกองไฟสาดกระทบใบหน้าด้านข้างที่สันคมชัดแต่กลับดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เขายกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบเงียบๆ ปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง "คุณเคยรู้สึกไหมครับ... ว่ายิ่งเราวิ่งตามเป้าหมายที่คนอื่นขีดเส้นไว้ให้เท่าไหร่ โลกใบนั้นมันก็ยิ่งแคบลงเรื่อยๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก" รินรดาที่กำลังยืนกอดอกเตรียมจะเทศนากลุ่มใหญ่ ชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ธันวาในตอนนี้ไม่มีคราบของผู้บริหารระดับสูงที่สั่งการลูกน้องด้วยความมั่นใจเหลืออยู่เลย มีเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า และดูเหมือนว่ามันจะหนักเกินกว่าที่ไหล่กว้างคู่นั้นจะแบกรับไหวแล้ว "นี่คุณ..." ไกด์สาวสายลุยลดแขนกลง สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นความงุนงงระคนเห็นใจ "อยู่ดีๆ ก็มาดราม่าใส่ซะงั้น ปกติเห็นคุณเนี้ยบ ปากจัด ช่างติยิ่งกว่าตรวจงบดุลบริษัทซะอีก นึกว่าหุ่นยนต์ใส่สูตรที่ถูกโปรแกรมมาให้เป๊ะตลอดเวลาซะอีกนะเนี่ย" ธันวาหันมามองหน้าเธอ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ฝืนเสียจนน่าใจหาย "หุ่นยนต์เหรอครับ... ก็น่าสนใจดีนะ ถ้าผมเป็นหุ่นยนต์จริงๆ ผมคงไม่ต้องรู้สึกอะไรเวลาที่อาของผมพูดกรอกหูทุกวันว่า 'แกมันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ฉันปั้นขึ้นมา ถ้าไม่มีฉัน แกก็ไม่มีวันรอดในวงการนี้หรอกธันวา'" คำพูดนั้นทำเอารินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา เปลวไฟตรงหน้าไหววูบตามแรงลมที่พัดผ่านยอดไม้ เผยให้เห็นแววตาไหวระริกของคนที่มักจะสร้างกำแพงหนาเตอะไว้ปกป้องตัวเองเสมอ "คุณแบกอะไรไว้เยอะขนาดนั้นวะเนี่ย..." รินรดาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอเดินเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิดแล้วหย่อนตัวลงนั่งบนท่อนไม้ฝั่งตรงข้าม "ฉันก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ครอบครัวอยากให้ไปนั่งทำงานออฟฟิศใส่สูตรกระโปรงแคบๆ พิมพ์งานหน้าคอมทั้งวัน ฉันยังอึดอัดจนต้องหนีมาขับรถพาพวกนักท่องเที่ยวหลงป่าแบบนี้เลย แล้วคิดดูสิว่าคนที่นั่งอยู่บนยอดพีระมิดอย่างคุณ จะต้องอึดอัดขนาดไหนเวลาที่ขยับตัวไปทางไหนก็มีสายตาคนนับร้อยคอยจับจ้อง" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แสงไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลคู่นั้น ลึกซึ้งและเปราะบางอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "แล้วคุณไม่กลัวเหรอครับ..." เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบแข่งกับเสียงน้ำไหล "การหลุดออกจากกรอบที่คนอื่นสร้างไว้... มันไม่ได้แปลว่าอิสระเสมอไปหรอกนะ มันหมายถึงการที่คุณต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวโดยไม่มีใครยื่นมือมาช่วยต่างหากล่ะ" "กลัวสิ!" รินรดาตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด แววตาของเธอเปล่งประกายความมุ่งมั่นอย่างที่ทำให้ธันวาต้องมองตาม "ใครจะไม่กลัวการล้มเหลวเล่า? แต่ถ้ามัวแต่กลัวจนไม่กล้าก้าวขาออกไปไหน ชีวิตเรามันก็เป็นได้แค่ภาพฉายในแผนธุรกิจของคนอื่นไม่ใช่เหรอ? ธันวา... การที่เราหลงทางในป่าคอนกรีต มันยังน่ากลัวน้อยกว่าการที่เราหลงทางในชีวิตตัวเองตั้งเยอะนะ" ประโยคสั้นๆ นั้นกระแทกเข้ากลางใจของซีอีโอหนุ่มอย่างจัง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงกิ่งไม้ลั่นเปรี๊ยะจากกองไฟและเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบกาย ธันวานั่งมองผู้หญิงตรงหน้า—คนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าลุยๆ หน้าตาเลอะฝุ่นเล็กน้อยจากการเดินทาง แต่วินาทีนี้เธอกลับดูงดงามและทรงพลังยิ่งกว่าผู้หญิงคนไหนในงานสังคมไฮโซที่เขาเคยพบเจอมาทั้งชีวิต หัวใจที่เคยด้านชาและเต้นเป็นจังหวะตามตัวเลขผลประกอบการ กลับเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ "บางที..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่เคยคุยกันมา "การที่ผมยอมหลงทางมากับคุณในทริปนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในรอบสิบปีของผมก็ได้นะ" รินรดาชะงักไป ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอกระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ "อะ...อะไรของคุณเนี่ย อยู่ดีๆ ก็มาหยอด วันนี้กินยาผิดสำแดงมาหรือไงคุณชาย?" "เปล่าครับ ผมพูดความจริง" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูจริงใจและผ่อนคลายที่สุดตั้งแต่เริ่มออกเดินทางมาด้วยกัน "รินรดา... ขอบคุณนะ" คำขอบคุณสั้นๆ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มละมุนละไม ทำให้โลกทั้งใบของไกด์สาวสายลุยเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ เธอรีบเบือนหน้าหนีไปทางกองไฟเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ห้ามเอาไว้ไม่อยู่ พยายามจะหาเรื่องมาเถียงกลับเพื่อทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นแรงนี่เสีย ทว่า... ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากความมืดหลังพุ่มไม้ทึบด้านหลังแคมป์ *แกร๊ก... โครม!* กิ่งไม้หักดังสนั่น พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของคนกลุ่มหนึ่งที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในเขตแสงไฟ รินรดากระโดดผลุนผลงumลุกขึ้นยืนอัตโนมัติด้วยสัญชาตญาณระแวกภัย ขณะที่ธันวาแปรเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นความเย็นชาและตื่นตัวในเสี้ยววินาที และเมื่อบุคคลปริศนาก้าวพ้นเงามืดเข้ามารับกับแสงไฟ ธันวาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก "ไงล่ะ หลานรัก... ตามหาตัวซะทั่วป่า ไม่คิดเลยนะว่าจะมาแอบสวีทอยู่กับไกด์ป่ากระจอกๆ แบบนี้เอง" เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเอ่ยทักทาย พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่สลักอยู่บนใบหน้าของ 'คุณกรณฑ์' อาแท้ๆ ของเขาเอง ที่ตอนนี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่มีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอีกสามคนยืนประกบซ้ายขวาราวกับจะมารวบตัวนักโทษหลบหนี รินรดากลืนน้ำลายฝืดคอเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนธันวากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความอบอุ่นผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยสงครามประสาทครั้งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ปลายทางสุดขอบป่าแห่งนี้... -------------------------------------------------- ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันรอยยิ้มไปด้วยกันในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักธุรกิจผู้หลงทางในป่าคอนกรีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%